====== คำถามและคำตอบ ๕ – คำถาม ๕.๒ ====== '''ต้องใช้สมาธิในการเข้าใจไตรลักษณ์หรือไม่''' { หน้า ๓๐๘ } สังขารขันธ์เป็นเจตสิก ๕๒ ประเภท วิญญาณขันธ์ก็คือจิต ๘๙ ประเภท รูป ๒๘ นั่นแหละเรียกว่ารูป และเจตสิก ๕๒ กับจิต ๘๙ นั่นแหละเรียกว่านาม ดังนั้น ขันธ์ ๕ และรูปนามก็คือสิ่งเดียวกันนั่นเอง ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็น'''รูปนามปรมัตถ์''' ถ้าเห็นรูปนามปรมัตถ์ ก็จะเจริญวิปัสสนาได้ และสามารถเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของนามรูป แต่ถ้าไม่เห็นรูปนามปรมัตถ์ จะเจริญวิปัสสนาได้อย่างไร เพราะรูปนามและเหตุของรูปนามเป็นอารมณ์ที่ขาดไม่ได้ของวิปัสสนาญาณ นี่แหละถึงจะเป็นวิปัสสนาแท้ และวิปัสสนาแท้เท่านั้นจึงจะนำไปสู่มรรคญาณและผลญาณได้ ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า จะบรรลุพระนิพพานได้ก็มีหนทางเดียวเท่านั้น ไม่มีหนทางอื่น อะไรคือทางนั้น ทรงตรัสว่า ให้'''ฝึกสมาธิก่อน''' เพราะว่าจิตที่ตั้งมั่น ทำให้เห็นรูปนามปรมัตถ์และเหตุของรูปนามได้ เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของรูปนามปรมัตถ์และเหตุของรูปนามได้ แต่เราก็ยังกล่าวไม่ได้ว่า อะไรเป็นทางเร็วที่สุด เพื่อบรรลุพระนิพพาน เพราะนี่ยังขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น ท่านพระสารีบุตรต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดถึง ๒ สัปดาห์ เพื่อให้บรรลุอรหัตตมรรคและอรหัตตผล ต่างกับท่านพระมหาโมคคัลลานะผู้ต้องปฏิบัติเพียงแค่ ๗ วัน และกับท่านพาหิยทารุจีริยะผู้ต้องฟังเพียงแค่ธรรมเทศนา ที.ม.๓๗๒ (มหาสติปัฏฐานสูตร) ดูเชิงอรรถ ๔๓ หน้า ๔๒ ผู้แปล – ระหว่างการเจริญสมาธิก่อน กับการไม่เจริญสมาธิก่อนแต่เห็นรูปนามปรมัตถ์ได้