======คาถามและคำตอบ ๕===== '''คาถาม ๕.๑ – ประโยชน์ของสมาบัติ ๘ มี ๕ อย่าง''' (หน้า ๓๐๖) จริง ซึ่งเป็นสภาวะที่ดับไป เมื่อเข้านิโรธสมาบัติแล้ว เช่นเป็นเวลาเจ็ดวัน ก็จะไม่เห็นการดับไปดังกล่าว เพราะตลอดเวลาที่สมาบัติยังเป็นไป จิตและเจตสิกอันเกิดร่วมกันที่จะรู้ภาวะเหล่านั้นล้วนหยุดแล้ว (คือไม่เกิดขึ้น) แม้พระอรหันต์จะสามารถอยู่ในผลสมาบัติ แต่ก็อาจยินดีในนิโรธสมาบัติ เพราะแม้ผลสมาบัติจะมีวิสังขารธรรม (คือพระนิพพาน) เป็นอารมณ์ แต่ก็ยังมีเครื่องปรุงแต่งจิตคือเวทนาอยู่ ต่างกับเมื่อเข้านิโรธสมาบัติ เมื่อสังขารมีเพียงรูปที่เกิดจากกรรม อุตุ และอาหาร โดยไม่มีรูปที่เกิดจากจิตและไม่มีจิต เพื่อจะเข้านิโรธสมาบัติ ก็จะต้องเข้าปฐมฌาน ออกจากฌานแล้ว กำหนดรู้ นามธรรมในปฐมฌานว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตา ต้องทำเหมือนอย่างนี้ตามลำดับจนกระทั่งถึงวิญญาณัญญายตนจิต ซึ่งก็คืออรูปฌานที่ ๒ แล้วเข้าอากิญจัญญายตนฌาน คืออรูปฌานที่ ๓ ออกจากฌานนั้นแล้วทำการอธิษฐาน ๔ อย่าง คือ ๑. ให้พิจารณาอายุขัยของตนแล้ว อธิษฐานช่วงเวลาที่จะอยู่ในนิโรธสมาบัติ โดยไม่ให้เกินอายุขัย (ตัวอย่างเช่น ๗ วัน) เพื่อให้ออกจากสมาบัติเมื่อสุดเวลาตามที่อธิษฐาน ๒. ให้ออกจากสมาบัติถ้าพระพุทธเจ้าทรงต้องการตัว ๓. ให้ออกจากสมาบัติถ้าสงฆ์ต้องการตัว ๔. ให้บริขารที่อยู่รอบ ๆ ตัวไม่ถูกทำลายด้วยภัยเช่นไฟหรือน้ำ ส่วนเครื่องนุ่งห่มและอาสนะที่นั่งอยู่นั้นจะได้การป้องกันจากสมาบัติโดยไม่ต้องอธิษฐาน แต่บริขารอื่น ๆ ในห้องที่อยู่นั้น หรือตัวห้องเอง หรือตัวอาคาร จะได้การรักษาก็ต่อเมื่อทำการอธิษฐานอย่างนี้แล้วเท่านั้น