'''คาถามและคาตอบ ๕ – คาถาม ๕.๑ – ประโยชน์ของสมาบัติ ๘ มี ๕ อย่าง''' (หน้า ๓๐๔) อนึ่ง สมาธิของสมาบัติ ๘ ไม่เป็นเพียงแค่ตัวสนับสนุนในการ'''กำหนด'''รู้นาม รูปและเหตุของนามรูปเท่านั้น เพราะแม้สมาบัติ ๘ เองก็เป็นนามธรรม จึงรวมอยู่ในนามธรรมที่พึงกำหนดรู้ด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อโยคีเข้าปฐมฌาน ออกจากฌาน แล้วพิจารณาสังขารธรรมในฌานนั้นโดยความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ต่อจากนั้นจึงเข้าทุติยฌานแล้วทำอย่างเดียวกันอีก สามารถทำอย่างนี้กับสมาบัติ ๘ ทั้งหมดจนถึงอรูปฌานที่ ๔ เป็นการปฏิบัติที่เรียกว่าสมถะคู่กับวิปัสสนา ('''ยุคนทฺธ''' – เข้าคู่กัน) เหมือนกับโคอุสภะคู่ลากเกวียนเล่มเดียวไป โดยลากไปสู่มรรค ผล และพระนิพพาน ถ้าเจริญวิปัสสนาจนถึงขั้นสังขารุเบกขาญาณแล้ว ก็อาจเพียงต้องกำหนดรู้ฌานธรรมของเพียงแค่ฌานเดียวในฌานเหล่านั้น เมื่อมีสมถะคู่กับวิปัสสนาที่เข้มแข็งและมีกำลังเช่นนี้ ก็จะบรรลุมรรคผลจนถึงขั้นพระอรหันต์ได้ '''(๓) เพื่อประโยชน์แก่อภิญญา (อภิญฺญานิสงฺส)''' เพื่อความเชี่ยวชาญทางอภิญญาเป็นต้นว่า ระลึกชาติได้ ('''บุพฺเพนุวาสานุสสฺติ'''), ตาทิพย์ ('''ทิพฺพจกฺขุ'''), หูทิพย์ ('''ทิพฺพโสต'''), รู้ใจผู้อื่น ('''ปรจิตฺตวิชฺชานน'''), และการแสดงฤทธิ์ต่างๆ ('''อิทฺธิวิธ''') เป็นต้นว่า เหาะไปในอากาศและเดินบนน้ำ ก็จะต้องเจริญกสิณ ๑๐ และสมาบัติ ๘ โดยวิธี ๑๔ === *ดูหัวข้อ “วิธีกาหนดรู้ฌานวิถีจิต” หน้า 284* *ดูคำอธิบายใน อ.จตุตก.๑๗๐ (ยุคนัทธสูตร)* *ดูรายละเอียดใน วิสุทธิ.อิทธิวิธนิเทศ.๓๖๕*