'''คาถามและคาตอบ ๔ – ๔.๑๐''' '''คาอธิบายทางวิทยาศาสตร์เรื่องแสงในกรรมฐาน''' { หน้า ๒๗๘ } ภายนอกและกระจายไปทั่วทุกทิศ ตลอดโลกธาตุ หรือจักรวาล หรือไกลยิ่งกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับ'''กำลัง'''ของจิตในกรรมฐาน คือ สมถะ และ วิปัสสนา '''นามรูปปริจเฉทญาณ''' ของพระพุทธเจ้าก่อแสงในหมื่นโลกธาตุ '''ทิพพจักขุจิต''' ของท่านพระอนุรุทธะก่อแสงในพันโลกธาตุ วิปัสสนาญาณของสาวกอื่นๆ ก่อแสงไปใน ๑ โยชน์ บ้าง ๒ โยชน์ บ้าง มากกว่านั้นบ้าง ไปในทั่วทุกทิศ โดยขึ้นอยู่กับ'''กำลัง'''จิตในกรรมฐาน คือ สมถะ และ วิปัสสนา โดยปกติแล้ว โยคีโดยมากจะเข้าใจได้ว่าแสงที่'''ว่า'''นี้เป็นกลุ่มรูปกลาปที่เกิดเมื่อถึงอุทยัพพยญาณ แต่เมื่อ'''กำลัง'''เจริญสมถกรรมฐาน ก็จะยังไม่เข้าใจว่าแสงนั้นเป็นกลุ่มรูปกลาป เพราะรูปกลาปนั้นสุขุม ไม่ง่ายที่จะเข้าใจและเห็นว่าเป็นกลุ่มรูปกลาป เมื่อปฏิบัติได้เพียงแค่สมถกรรมฐาน ถ้าต้องการรู้อย่างแน่นอน จึงควรพยายามปฏิบัติให้ได้อุทยัพพยญาณ นั่นเป็นวิธีซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์'''ที่สุด'''เพื่อเข้าใจเรื่องแสงที่ประสบในกรรมฐาน *** '''๔.๑๑ เห็นอาการ ๓๒ ด้วยตาที่ปิดอยู่''' '''คำถาม''' ผู้ที่กำหนดรู้อาการ ๓๒ ของกายแล้ว จะสามารถเห็นอาการเหล่านั้นในบุคคลอื่นเมื่อลืมตาอยู่หรือไม่ '''คำตอบ''' อาจจะได้ ผู้ปฏิบัติใหม่จะเห็นอาการภายนอกได้เท่านั้นเมื่อลืมตา และจะเห็นอาการภายในได้ด้วยวิปัสสนาญาณเท่านั้น ถ้าต้องการจะรู้อย่างนี้ทางวิทยาศาสตร์ พึงพยายามเห็นอาการเหล่านั้นเองด้วยวิปัสสนาญาณของตน ผู้แปล – ๑๖ กิโลเมตร