'''คาถามและคาตอบ ๒ – คาถาม ๒.๒ – การเจริญสมถกรรมฐานก่อนเจริญวิปัสสนา''' { หน้า ๑๓๗ } *** เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีความเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า '''ทุกขสมุทัย''' นี้ก็เรียกได้ว่า '''ปฏิจจสมุปบาท''' พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ปฏิจจสมุปบาทก็คือ '''ทุกขสมุทัยอริยสัจ''' '''ทุกข์อริยสัจ''' คือ อุปาทานขันธ์ ๕ และ '''ทุกขสมุทยอริยสัจ''' คือ ปฏิจจสมุปบาท เรียกรวม ๆ ว่า '''สังขารอริยสัจ''' ทั้ง ๒ นี้ เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาญาณ ในวิปัสสนาญาณขั้นต่าง ๆ โยคีย่อมเข้าใจสังขารเหล่านี้โดยความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา ถ้าไม่รู้แจ้งแทงตลอดสังขารเหล่านั้น จะเข้าใจสังขารเหล่านั้นโดยความไม่เที่ยงเป็นต้นได้อย่างไร นี่เป็นเหตุที่เราสอนวิปัสสนาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้หยั่งรู้ '''รูปปรมัตถ์''' คือ รูปูปาทานขันธ์ ก็จะต้องเจริญกรรมฐานในธาตุ ๔ จนเห็นว่า รูปประกอบด้วยอณูเล็ก ๆ ที่เรียกว่า '''รูปกลาป''' แล้วเห็นธาตุ ๔ ในอณูเล็ก ๆ เหล่านั้น โดยต้อง'''กำหนดรู้'''ทั้งวัตถุและอารมณ์ไปด้วยกัน '''ดูรายละเอียดในหัวข้อ “อารัมภบท” หน้า 191''' '''ดูการอ้างอิง (พระสูตรอื่น ๆ) ที่หน้า 27''' '''ผู้แปล''' – คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และหทัยวัตถุ คู่กับสี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ