====== วิธีเจริญอานาปานสติจนถึงอัปปนา – วิธีบรรลุฌาน ====== เมื่อประสบผลสำเร็จ และต้องการเจริญ '''จตุตถฌาน''' พึงออกจากตติยฌานที่คุ้นเคยแล้ว พิจารณาโทษของตติยฌานและพิจารณาประโยชน์ของจตุตถฌาน คือ ตติยฌานนั้นใกล้กับทุติยฌานซึ่งมีองค์ฌานที่หยาบคือปีติ และตติยฌานเองก็มีองค์ฌานอันหยาบคือสุข ทำให้ตติยฌานนั้นสงบน้อยกว่าจตุตถฌาน ซึ่งไม่มีองค์ฌานอันหยาบ ตอนนี้ พร้อมกับ '''ฉันทะ''' เพื่อให้ได้จตุตถฌาน พึงตั้งสมาธิในปฏิภาคนิมิตอีกครั้ง เพื่อเข้าสู่ตติยฌาน เมื่อออกจากตติยฌานและพิจารณาองค์ฌานอีก องค์ฌานคือสุขก็จะปรากฏเป็นของหยาบ ในขณะที่ '''อุเบกขา''' และ '''เอกัคคตา''' จะปรากฏเป็นของประณีต ดังนั้น เพื่อที่จะละองค์ฌานที่หยาบและได้องค์ฌานที่ประณีต พึงตั้งสมาธิในปฏิภาคนิมิตอีก โดยวิธีนี้ โยคีก็จะสามารถเข้าถึงจตุตถฌาน ซึ่งมีองค์ฌานคืออุเบกขาและเอกัคคาเท่านั้น เมื่อได้จตุตถฌานแล้ว พึงเจริญ '''วสี ๕''' แห่งจตุตถฌาน เมื่อได้จตุตถฌาน ลมหายใจจะหยุดไปโดยสิ้นเชิง นี่เป็นความบริบูรณ์ของขั้นที่ ๔ ในการเจริญอานาปานสติ ซึ่งได้ทรงตรัสไว้ว่า สาเหนียกว่า “เราระงับกายสังขาร หายใจเข้า” และสาเหนียกว่า “เราระงับกายสังขาร หายใจออก” ขั้นนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนิมิตจวนจะปรากฏ และเมื่อสมาธิเจริญขึ้นตลอดฌานทั้ง ๔ ลมหายใจก็จะสงบลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอย่างสิ้นเชิงในจตุตถฌาน ฌาน ๔ เหล่านี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า '''“รูปาวจรฌาน”''' เพราะอาจก่อภพใหม่ในรูปภูมิ (ภูมิของรูปพรหม) เราไม่สนับสนุนให้โยคีเจริญฌานเพื่อเกิดในรูปภูมิ แต่เพื่อนำไปใช้ในการเจริญวิปัสสนา