==== อารัมภบท – ธรรมใดพึงรู้แจ้ง === ... ๓. เรายังไม่รู้แจ้ง '''ทุกขนิโรธอริยสัจ''' ๔. เรายังไม่รู้แจ้ง '''ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ''' ตามความเป็นจริง แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน นี้หมายความว่า เราไม่สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์โดยสิ้นเชิง (คือเราไม่สามารถบรรลุ '''อริยสัจที่ ๓''' คือพระนิพพาน) เว้นแต่จะเห็นแจ้ง '''อริยสัจที่ ๑''' (คือทุกข์) และเห็นแจ้ง '''อริยสัจที่ ๒''' (คือทุกขสมุทัย) ก่อน เมื่อเห็นแจ้งทุกข์และสมุทัยแล้วเท่านั้น จึงสามารถเห็นแจ้ง '''อริยสัจที่ ๔''' อันเป็นโลกุตตระ คือ '''โลกุตตรมรรคมีองค์ ๘''' ด้วย ทางเดียวที่จะเห็นแจ้งเช่นนี้ได้ก็คือ ก่อนอื่น พึงเจริญ '''อริยสัจที่ ๔''' อันเป็นโลกิยะ คือ '''โลกิยมรรคสัจ''' ซึ่งก็คือ '''โลกิยมรรคมีองค์ ๘''' อันได้แก่ '''สิกขา ๓''' คือ ๑. '''สีลสิกขา''' ๒. '''สมาธิสิกขา''' ๓. '''ปัญญาสิกขา''' สำหรับพระภิกษุ ศีลก็คือ '''ปาฏิโมกขสังวรศีล''' และสำหรับคฤหัสถ์ ศีลก็คือศีล ๕ หรือศีล ๘ เมื่อเราตั้งมั่นในศีล ก็จะสามารถเจริญ '''อุปจารสมาธิ''' และ '''อัปปนาสมาธิ''' คือฌาน แล้วจึงสามารถดำเนินต่อไปเพื่อเจริญปัญญาคือ '''วิปัสสนาภาวนา''' ซึ่งไม่ใช่ความนี้ อธิบายไว้ในอรรถกถาของ ม. มูล. มหายมกวรรค มหาโคปาลสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอธิบายคุณวิบัติ ๑๑ อย่างในพระภิกษุ ที่ทำให้เจริญขึ้นในพระธรรมวินัยนี้ไม่ได้