อรรถกถาถูกเรียบเรียงโดยผู้ทรงจำพระไตรปิฎกบาลี ที่ทำฌานและวิปัสสนามาอย่างชำนาญ, ผู้ที่ไม่ได้มีปกติคบหากัลยาณมิตรที่ชอบให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ ท่องจำพระธรรม เจริญวิปัสสนา จึงไม่อาจเข้าใจได้ง่าย
'''ลักขณาทิจตุกกะบาลี ที่เกี่ยวข้อง''' * [[ลักขณาทิจตุกกะจากอัฏฐสาลินี]] * [[ลักขณาทิจตุกกะจากสัมโมหวิโนทนี]] * [[ลักขณาทิจตุกกะจากวิสุทธิมรรค]] ถ้าอ่านทั้งหมดนี้ไม่เข้าใจ แสดงว่าโมหะมีกำลังมาก วิสุทธิมรรคและมหาสติปัฏฐานสูตร แนะนำโมหจริตบุคคลให้เจริญอานาปานัสสติให้ต่อเนื่องก่อนจะทำกรรมฐานอื่นๆ. ที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่พะอ็อคตอยะชอบยกมาสอนสำหรับผู้ใหม่ ก็น่าจะเพราะเคร่งครัดในพระสูตรนี้. พื้นฐานของการสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน คือ อโลภะเจตสิกในโสภณจิตุปบาททุกดวง. มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นผลของอโลภะเจตสิก จึงห้อมล้อมด้วยคนที่มีมนุษยธรรม ไม่ได้ออกล่ากันทุกผู้ทุกคนดุจสัตว์ป่า. หมายความว่า มนุษย์ทุกคนมีบุพเพกตปุญญตา ปฏิรูปเทสวาโสแล้ว มีพื้นฐานแล้วสำหรับโยนิโสมนสิการทำอัตตสัมมาปนิธิสัปปุริสูปนิสสย สปฺปุริสสํเสว กลฺลยาณมิตฺตตา เพื่อทำอเสวนา จ พาลานํ, ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา, ปูชา จ ปูชนียานํ. อโลภะเจตสิกในชาติปัจจุบันฝึกฝนได้ด้วยการให้ การบอกบุญ การอนุโมทนาบุญ ความอ่อนน้อม การช่วยเหลือผู้อื่น ไม่มีใจอยากได้ของผู้อื่น การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ตรงกับที่เกิดดับจริงๆ. ถามว่า ถ้าไม่ห้อมล้อมด้วยกัลยาณมิตร แล้วใครจะมาชักชวนอโลภะเจตสิกที่เป็นสสังขาริกให้เกิดขึ้นได้เล่า? คนจิตอ่อนแอจะทำอโลภะเจตสิกให้เกิดเองได้อย่างไร ถ้าไม่ขวนขวายหาเพื่อน จะมีบุญเกิดได้อย่างไรถ้าไม่มีเพื่อนชวนไปวัด ไม่มีเพื่อนชวนใส่ซอง ไม่มีเพื่อนชวนสวดมนต์ ไม่มีเพื่อนชวนรักษาศีล ไม่มีเพื่อนชวนนั่งสมาธิ? แค่เพื่อน รอบข้างยังมีอุปการะขนาดนี้ แล้วอาจารย์กรรมฐานดีๆ สักองค์ จะมีอุปการะขนาดไหน? พื้นฐานของพระวินัยปิฎก คือ การสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน ((วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ)). แต่เพราะคนใหม่ๆ มักจะมีสมาทานเจตนา กำลังอ่อน เป็นสสังขาริก พื้นฐานของการสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน จึงได้แก่ ความสามัคคีของหมู่สหธรรมิก 8 ((สมานสงฺวาโส, ปาราชิโก โหติ อสงฺวาโส, สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี)) เพราะการห้อมล้อมชักชวนของพระอริยเจ้า ทำให้กัลยาณปุถุชนมีกำลังใจจะปฏิบัติ, เพราะการห้อมล้อมชักชวนของอุคฆฏิตัญญูทำให้สุขาปฏิปทาทันธาภิญญามีกำลังใจฝึกอภิญญาด้วยสัมมัปปธาน 4 (ทิฏฐิจริต), เพราะการห้อมล้อมชักชวนของทิฏฐิจริตทำให้ตัณหาจริตมีกำลังใจฝึกสมถะคู่วิปัสสนาด้วยฌาน 4 และสติปัฏฐาน 4, เหมาะสมกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์". ภิกษุสามารถห้อมล้อมด้วยพระอริยเจ้าเป็นกัลยาณมิตร โดยอาศัยพระปาติโมกข์ 227 เพื่อฝึกตามโอวาทปาติโมกข์. และภิกษุนั้นสามารถหากัลยาณมิตรในระดับนิสสยาจารย์ได้ด้วยอาจาริยวัตร อันเตวาสิกวัตร ท่านจึงเลือกสองวัตรนี้ให้เป็นขันธกะแรกของวัตรทั้งปวง ซึ่งอยู่ต่อจากพระปาติโมกข์อีกทีหนึ่ง, วัตรทั้งสองนี้ เป็นบาทฐานของกัมมัฏฐานุคคหณนิทเทส ในวิสุทธิมรรคอีกที. ทั้งหมดนี้ ท่านย่นย่อลำดับไว้ให้ทั้งพระและฆราวาสใน ม.ม. [[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_read.php?B=13&A=5931&w=%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89&option=2|กีฏาคิริสูตร]]. พื้นฐานของ ที.สี. '''สุภสูตร''' อันเป็นพระสุตตันตปิฎก คือ พระวินัยปิฎกอันได้แก่การสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน เพื่อมางดเว้นกิเลสและฝึกฝนศีลสมาธิปัญญาแทนที่กิเลส ตามที.สี. '''สุภสูตร''' บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ (ออกจากกามคุณ 5 คือ สีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ). ในฆราวาสก็เหมือนกัน เพียงลดลงมาที่ศีล 5 และศีล 8 เพื่อมางดเว้นกิเลสและฝึกฝนศีล สมาธิปัญญาแทนที่กิเลส ตามที.สี. '''สุภสูตร''' บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ. ที.สี. '''สุภสูตร''' (คล้าย ที.สี. สามัญญผลสูตร((ความเห็นผู้เขียน: พระสูตรใน ที.สี. มีความสำคัญมากต่อทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาในหัวข้อ'''สัมมาทิฏฐิ'''แห่งอาสวักขยญาณวิชชา คือ การปริยัติและปฏิบัติ ท่านจึงให้เป็นสูตรที่ 2 ของพระสูตรทั้งปวง โดยที่สูตรแรกสุดพรหมชาลสูตรได้แสดงทุกขสมุทัยปฏิจจสมุปบาทไว้ ในหัวข้อ'''มิจฉาทิฏฐิ''' 62))) คือ '''พื้นฐาน'''ก่อนฝึกวิปัสสนาญาณวิชชาที่ใช้ในการแทงตลอกลักขณาทิจจตุกบาลี. ที.สี. '''สุภสูตร''' ถูกขยายความแล้วด้วยนิทเทสในตัวสูตรนั้นๆ และถูกขยายซ้ำด้วยมหาวรรคและปาถิกวรรค. ทีฆนิกาย ยังถูกท่านพระสารีบุตรและลูกศิษย์ขยายความไว้เพิ่มทั้งโดยพุทธพจน์และตัวท่านเองในมัชฌิมนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค และอภิธรรมปิฎก. [[ลักขณาทิจตุกกะจากอัฏฐสาลินี]] [[ลักขณาทิจตุกกะจากสัมโมหวิโนทนี]] เมื่อมีพื้นฐานลกฺขณาทิจตุกกะจากเล่มที่แล้ว จะอ่านเล่มต่อไปนี้ไม่ยาก [[ลักขณาทิจตุกกะจากวิสุทธิมรรค]] เป็นลักขณาทิจตุกะเพื่อการปฏิบัติ((มคฺค คือ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ 8 ใน ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตํ ที่มาในชื่อเล่มของวิสุทฺธิมคฺค))ฝึกฝน((มคฺคในชื่อตำรานั่นแหละ ย่อเป็น สิกฺขา 3))ปัญญาให้ชำนาญ((ขุ.ปฏิ. ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา ญาตฏฺเฐน ญาณํ))และบริสุทธิ์ ((ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตํ : ญาณทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ อโหสิ)) คือ ฝึกฝนสีลมยปัญญาให้เป็นญาณชื่อสีลวิสุทธิ ฝึกฝนสมาทหนปัญญาให้เป็นสมาธิภาวนามยญาณชื่อว่าจิตตวิสุทธิ ฝึกฝนพลววิปัสสนาปัญญาให้เป็นญาณชื่อว่าญาณทัสสนวิสุทธิ ((เพราะเป็นเรื่องลกฺขณาทิจตุกฺกที่ต้องเริ่มเห็นด้วยญาตปริญฺญากิจในทุกขสัจ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ จนกว่าปัญญาจะกลายเป็นญาณชื่อว่า ญาณทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ อโหสิ ดังนั้น แม้ในธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตํปญฺญากับญาณจะเป็นเววจนะกัน แต่ในพระบาลีที่เกี่ยวกับขั้นปฏิบัติปญฺญาจะใช้ในอรรถปชานนา (สภาวะที่กำลังฝึกแทงตลอดให้ชำนาญ) แต่ญาณํจะใช้ในอรรถญาตํ อภิญฺญาตํ (สภาวะที่ฝึกแทงตลอดมาชำนาญแล้วรู้ดีแล้ว) เช่น ในมหาสติปัฏฐานสูตร และ มาติกาปฏิสัมภิทามรรค, สามารถนำหลักนี้ไปใช้กับ ปสฺสนา, ทสฺสนา, อนุปสฺสนา, ทิฏฺฐิ, ทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ เป็นต้น ได้ตามสมควรต่อบาลีนั้นๆ))