วิสุทธิมรรค_22_ญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส

ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

ลิงค์ไปยังการเปรียบเทียบนี้

การแก้ไขก่อนหน้าทั้งสองฝั่ง การแก้ไขก่อนหน้า
วิสุทธิมรรค_22_ญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส [2025/12/30 07:18] dhammaวิสุทธิมรรค_22_ญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส [2025/12/30 07:23] (ฉบับปัจจุบัน) dhamma
บรรทัด 28: บรรทัด 28:
 พึงขยายความพิสดารด้วยประการฉะนี้ พึงขยายความพิสดารด้วยประการฉะนี้
  
-=[4.  มัคคญาณ – ญาณในอริยมรรค]=+'''[14.  มัคคญาณ – ญาณในอริยมรรค]'''
  
-==[1.  โสดาปัตติมรรคญาณ]==+=[14.1.  โสดาปัตติมรรคญาณ]=
  
 ในการนั้น  มีอุปมาแสดงถึงอาการที่อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ  แม้ดำเนินไปตามวิถีเดียวกัน  โดยอาวัชชนะเดียวกัน  แต่  ดำเนินไปในอารมณ์ต่างๆกัน  ดังต่อไปนี้ ในการนั้น  มีอุปมาแสดงถึงอาการที่อนุโลมญาณและโคตรภูญาณ  แม้ดำเนินไปตามวิถีเดียวกัน  โดยอาวัชชนะเดียวกัน  แต่  ดำเนินไปในอารมณ์ต่างๆกัน  ดังต่อไปนี้
บรรทัด 118: บรรทัด 118:
 '''ท่านละกิเลสทั้งหลายหมดแล้ว) ที่เรียกว่า  ปัจจเวกขณะ  (การสำรวจทบทวน)  รวมทั้งหมดจึงมี 19  ด้วยประการฉะนี้  และเป็นการกำหนดอย่างสูงเลยทีเดียว  ความจริงแม้พระเสขอริยบุคคลทั้งหลายก็มีการสำรวจทบทวนดูกิเลสที่ท่านละได้แล้ว  และกิเลสที่ยังเหลืออยู่บ้าง  ไม่มีการสำรวจทบทวนดูบ้าง  เพราะว่า  โดยความที่ไม่มีการสำรวจทบทวนดูนั้นเอง  เจ้าศากยะมหานามะ  (ซึ่งเป็นพระสกทาคามีอริยบุคคล)  จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  "ยังมีธรรมชื่ออะไรอยู่อีกหรือ  ที่หม่อมฉันมิได้ละแล้วภายในตน  ซึ่งเป็นเหตุให้สิ่งที่เรียกว่าโลภะทั้งหลายครอบงำจิตของหม่อมฉันอยู่ในกาลบางคราว"  ดังนี้  ควรทราบความทั้งหมด  (ในพระสูตร)  โดยพิสดาร''' '''ท่านละกิเลสทั้งหลายหมดแล้ว) ที่เรียกว่า  ปัจจเวกขณะ  (การสำรวจทบทวน)  รวมทั้งหมดจึงมี 19  ด้วยประการฉะนี้  และเป็นการกำหนดอย่างสูงเลยทีเดียว  ความจริงแม้พระเสขอริยบุคคลทั้งหลายก็มีการสำรวจทบทวนดูกิเลสที่ท่านละได้แล้ว  และกิเลสที่ยังเหลืออยู่บ้าง  ไม่มีการสำรวจทบทวนดูบ้าง  เพราะว่า  โดยความที่ไม่มีการสำรวจทบทวนดูนั้นเอง  เจ้าศากยะมหานามะ  (ซึ่งเป็นพระสกทาคามีอริยบุคคล)  จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  "ยังมีธรรมชื่ออะไรอยู่อีกหรือ  ที่หม่อมฉันมิได้ละแล้วภายในตน  ซึ่งเป็นเหตุให้สิ่งที่เรียกว่าโลภะทั้งหลายครอบงำจิตของหม่อมฉันอยู่ในกาลบางคราว"  ดังนี้  ควรทราบความทั้งหมด  (ในพระสูตร)  โดยพิสดาร'''
  
-=[2.  สกทาคามิมรรคญาณ]=+=[14.2.  สกทาคามิมรรคญาณ]=
  
 อนึ่ง  พระโสดาบันอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดู  (ด้วยปัจจเวกขณญาณ)  โดยอาการดังกล่าวแล้ว  ยังนั่งอยู่  ณ  อาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในสมัยอื่น  (ต่อมา)  ทำโยคะ  (ความเพียรในวิปัสสนายิ่งขึ้น)  เพื่อบรรลุภูมิที่ 2  (สกทาคามิมรรคญาณ)  เพื่อความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท  (อย่างหยาบ)  ท่านชุมนุมอินทรีย์ (5)  พละ  (5)  และโพชฌงค์  (7)  ให้เสมอกัน แล้วบดขยี้สังขาร  ซึ่งจำแนกเป็นรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณนั้นนั่นแล  ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  เมื่อพระอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้น  โดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยที่กล่าวแล้ว  (ในการทำให้ญาณทั้งหลายมีอุทยพยญาณเป็นต้นเกิดขึ้น)  นั่นแล  สกทาคามิมรรค  ก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ อนึ่ง  พระโสดาบันอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดู  (ด้วยปัจจเวกขณญาณ)  โดยอาการดังกล่าวแล้ว  ยังนั่งอยู่  ณ  อาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในสมัยอื่น  (ต่อมา)  ทำโยคะ  (ความเพียรในวิปัสสนายิ่งขึ้น)  เพื่อบรรลุภูมิที่ 2  (สกทาคามิมรรคญาณ)  เพื่อความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท  (อย่างหยาบ)  ท่านชุมนุมอินทรีย์ (5)  พละ  (5)  และโพชฌงค์  (7)  ให้เสมอกัน แล้วบดขยี้สังขาร  ซึ่งจำแนกเป็นรูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณนั้นนั่นแล  ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  เมื่อพระอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้น  โดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยที่กล่าวแล้ว  (ในการทำให้ญาณทั้งหลายมีอุทยพยญาณเป็นต้นเกิดขึ้น)  นั่นแล  สกทาคามิมรรค  ก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ
บรรทัด 132: บรรทัด 132:
 ควรทราบไว้ด้วยว่า  ผลจิต  (สกทาคามิผลจิต)  ทั้งหลาย  (ก็เกิดขึ้น)  แม้ในลำดับของ  (สกทาคามี)  ญาณนี้  โดยนัยดังกล่าวไว้แล้ว  (ในโสดาปัตติมรรคญาณและโสดาปัตติผลญาณ)  เช่นกัน  และด้วยอาการเพียงนี้  พระอริยสาวกท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ 4  มีนามว่า  พระสกทาคามี  เป็นผู้ที่จะกลับมายังโดลกนี้  (ด้วยการถือปฏิสนธิ)  เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  แล้วสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้  การสำรวจทบทวนดู  (ด้วยปัจจเวกขณะ)  ต่อแต่นั้นไป  ก็มีนัย  ดังกล่าวแล้วเช่นดัน ควรทราบไว้ด้วยว่า  ผลจิต  (สกทาคามิผลจิต)  ทั้งหลาย  (ก็เกิดขึ้น)  แม้ในลำดับของ  (สกทาคามี)  ญาณนี้  โดยนัยดังกล่าวไว้แล้ว  (ในโสดาปัตติมรรคญาณและโสดาปัตติผลญาณ)  เช่นกัน  และด้วยอาการเพียงนี้  พระอริยสาวกท่านนี้ก็เป็นพระอริยบุคคลที่ 4  มีนามว่า  พระสกทาคามี  เป็นผู้ที่จะกลับมายังโดลกนี้  (ด้วยการถือปฏิสนธิ)  เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  แล้วสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้  การสำรวจทบทวนดู  (ด้วยปัจจเวกขณะ)  ต่อแต่นั้นไป  ก็มีนัย  ดังกล่าวแล้วเช่นดัน
  
-=[3.  อนาคามิมรรคญาณ]=+=[14.3.  อนาคามิมรรคญาณ]=
  
 อนึ่ง  พระสกทาคามีอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวมาแล้ว  ยังนั่งอยู่  ณ  อาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในมัยต่อมา  ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ 3  เพื่อละ  (สังโยชน์ส่วนล่างอีก2  คือ)  กามราคะและพยาบาท  (ที่เป็นส่วนละเอียด)  โดยไม่เหลือ  พระอริยสาวกนั้น  จึงชุมนุมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์  ทำให้สม่ำเสมอกัน  แล้วบดขยี้สังขารนั้นนั่นแล  ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  (อีกครั้ง)  เมื่อพระอริยสาวกนั้น  ปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว  ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล  อนาคามิมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ อนึ่ง  พระสกทาคามีอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวมาแล้ว  ยังนั่งอยู่  ณ  อาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในมัยต่อมา  ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ 3  เพื่อละ  (สังโยชน์ส่วนล่างอีก2  คือ)  กามราคะและพยาบาท  (ที่เป็นส่วนละเอียด)  โดยไม่เหลือ  พระอริยสาวกนั้น  จึงชุมนุมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์  ทำให้สม่ำเสมอกัน  แล้วบดขยี้สังขารนั้นนั่นแล  ด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  (อีกครั้ง)  เมื่อพระอริยสาวกนั้น  ปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว  ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล  อนาคามิมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ
บรรทัด 146: บรรทัด 146:
 <sub><fs smaller>''(หน้าที่  400)''</fs></sub> <sub><fs smaller>''(หน้าที่  400)''</fs></sub>
  
-=[4.  อรหัตตมรรคญาณ]=+=[14.4.  อรหัตตมรรคญาณ]=
  
 อนึ่ง  พระอนาคามีอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวแล้ว  ยังนั่งอยู่ในอาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในสมัยต่อมา  ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ 4  เพื่อละ  (สัญโญชน์ส่วนบนอีก 5  คือ)  รูปราคะ 1  อรูปราคะ 1  มานะ 1  อุทธัจจะ1  อวิชชา 1  โดยไม่เหลือเลย  พระอริยสาวกนั้นจึงชุมนุมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์  ทำให้สม่ำเสมอกัน  แล้วบดขยี้สังขารนั้น  นั่นแหละด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  (อีกครั้ง)  เมื่อท่านอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว  ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล  พระอรหัตตมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ อนึ่ง  พระอนาคามีอริยสาวกนั้น  ครั้นสำรวจทบทวนดูโดยอาการดังกล่าวแล้ว  ยังนั่งอยู่ในอาสนะนั้นนั่นเอง  หรือในสมัยต่อมา  ทำโยคะเพื่อบรรลุภูมิที่ 4  เพื่อละ  (สัญโญชน์ส่วนบนอีก 5  คือ)  รูปราคะ 1  อรูปราคะ 1  มานะ 1  อุทธัจจะ1  อวิชชา 1  โดยไม่เหลือเลย  พระอริยสาวกนั้นจึงชุมนุมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์  ทำให้สม่ำเสมอกัน  แล้วบดขยี้สังขารนั้น  นั่นแหละด้วยญาณกำหนดรู้ว่า  "ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา"  ทบทวนไปมา  หยั่งลงสู่วิถีของวิปัสสนาญาณ  (อีกครั้ง)  เมื่อท่านอริยสาวกนั้นปฏิบัติโดยอาการอย่างนี้แล้ว  ครั้นอนุโลมญาณและโคตรภูญาณบังเกิดขึ้นโดยอาวัชชนะเดียวกัน  ในตอนท้ายของสังขารุเปกขาญาณ  โดยนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล  พระอรหัตตมรรคก็เกิดขึ้นในลำดับโคตรภูญาณ