| การแก้ไขถัดไป | การแก้ไขก่อนหน้า |
| วิสุทธิมรรค_16_อินทริยสัจจนิทเทส [2021/01/02 13:14] – ถูกสร้าง - แก้ไขภายนอก 127.0.0.1 | วิสุทธิมรรค_16_อินทริยสัจจนิทเทส [2025/12/30 07:48] (ฉบับปัจจุบัน) – dhamma |
|---|
| |
| |
| == ปริเฉทที่ 16 อินทริยสัจจนิทเทส == | '''ปริเฉทที่ 16 อินทริยสัจจนิทเทส''' |
| |
| <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 87)''</fs></sub> | <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 87)''</fs></sub> |
| |
| '''อินทริยนิทเทส''' | =อินทริยนิทเทส= |
| |
| ส่วนว่า อินทรีย์ 22 คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชิวิตินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญาตัญยัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ ชื่อว่า อินทรีย์ที่ยกขึ้นแสดงไว้ถัดจากธาตุ | ส่วนว่า อินทรีย์ 22 คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชิวิตินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญาตัญยัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ ชื่อว่า อินทรีย์ที่ยกขึ้นแสดงไว้ถัดจากธาตุ |
| '''แยกประเภท และไม่แยกประเภท โดยกิจ และโดยภูมิ''' | '''แยกประเภท และไม่แยกประเภท โดยกิจ และโดยภูมิ''' |
| |
| '''โดยอรรถ''' | ==โดยอรรถ== |
| |
| ในอินทรีย์ทั้งหลายนั้น เบื้องแรก อรรถแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้น ชัดแจ้งตามนัย (ที่กล่าวมาแล้วในอายตนนิทเทส) ว่า "ธรรมชาติใดย่อมเห็น เหตุนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่าจักขุ" ดังนี้เป็นต้น | ในอินทรีย์ทั้งหลายนั้น เบื้องแรก อรรถแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้น ชัดแจ้งตามนัย (ที่กล่าวมาแล้วในอายตนนิทเทส) ว่า "ธรรมชาติใดย่อมเห็น เหตุนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่าจักขุ" ดังนี้เป็นต้น |
| <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 89)''</fs></sub> | <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 89)''</fs></sub> |
| |
| '''โดยลักษณะเป็นต้น''' | ==โดยลักษณะเป็นต้น== |
| |
| ข้อว่า '''โดยลักษณะเป็นต้น''' ความว่า พึงทราบวินิจฉัยแห่งจักษุเป็นต้น โดยลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานด้วย ก็แลลักษณะเป็นต้นของจักษุเป็นอาทินั้น ได้กล่าวไว้แล้วในขันธนิทเทส ส่วนอินทรีย์ 4 (ข้างท้าย) มีปัญญินทรีย์เป็นต้น โดยความก็คืออโมหะนั่นเอง อินทรีย์ที่เหลือก็มาแล้วโดยสรุปในขันธนิทเทสนั้นเหมือนกันแล | ข้อว่า '''โดยลักษณะเป็นต้น''' ความว่า พึงทราบวินิจฉัยแห่งจักษุเป็นต้น โดยลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานด้วย ก็แลลักษณะเป็นต้นของจักษุเป็นอาทินั้น ได้กล่าวไว้แล้วในขันธนิทเทส ส่วนอินทรีย์ 4 (ข้างท้าย) มีปัญญินทรีย์เป็นต้น โดยความก็คืออโมหะนั่นเอง อินทรีย์ที่เหลือก็มาแล้วโดยสรุปในขันธนิทเทสนั้นเหมือนกันแล |
| |
| '''โดยลำดับ''' | ==โดยลำดับ== |
| |
| แม้ลำดับในข้อว่า '''โดยลำดับ''' นี้ ก็เป็นลำดับแห่งการแสดงเหมือนกัน | แม้ลำดับในข้อว่า '''โดยลำดับ''' นี้ ก็เป็นลำดับแห่งการแสดงเหมือนกัน |
| <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 90)''</fs></sub> | <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 90)''</fs></sub> |
| |
| '''โดยแยกประเภทและไม่แยกประเภท''' | ==โดยแยกประเภทและไม่แยกประเภท== |
| |
| ก็ในข้อว่า '''โดยแยกประเภทและไม่แยกประเภท''' นี้ ชีวิตินทรีย์อย่างเดียว มีการแยกประเภท เพราะชีวิตินทรีย์นั้นมี 2 คือ รูปชีวิตินทรีย์ อรูปชีวิตินทรีย์ อินทรีย์ที่เหลือไม่มีการแยกประเภทเลยแล | ก็ในข้อว่า '''โดยแยกประเภทและไม่แยกประเภท''' นี้ ชีวิตินทรีย์อย่างเดียว มีการแยกประเภท เพราะชีวิตินทรีย์นั้นมี 2 คือ รูปชีวิตินทรีย์ อรูปชีวิตินทรีย์ อินทรีย์ที่เหลือไม่มีการแยกประเภทเลยแล |
| พึงทราบวินิจฉัย โดยแยกประเภทและไม่แยกประเภทในอินทรีย์ทั้งหลายนี้ ดังกล่าวฉะนี้ | พึงทราบวินิจฉัย โดยแยกประเภทและไม่แยกประเภทในอินทรีย์ทั้งหลายนี้ ดังกล่าวฉะนี้ |
| |
| '''โดยกิจ''' | ==โดยกิจ== |
| |
| ข้อว่า '''โดยกิจ''' มีความว่า หากมีคำถามว่า "อะไรเป็นกิจแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ?" ดังนี้ไซร้คำเฉลยพึงมีว่า "โดยบาลีว่า จักขายตนะเป็นปัจจัย (คือเป็นอุปการธรรม) โดยเป็นอินทรียปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น ดังนี้ การที่ยังธรรมทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นอาทิให้เป็นไปตามอาการของตน ที่ได้แก่อาการกล้าและอ่อนเป็นต้น อันจะพึงให้สำเร็จด้วยความเป็นอินทรียปัจจัย และด้วยความที่ตนมีอาการกล้าและอ่อนเป็นอาทิด้วยนั้นใดเป็นกิจแห่งจักขุนทรีย์เป็นอันดับแรก กิจแห่งโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ก็มีนัยอย่างนั้น แต่ว่าการยังสหชาตธรรมทั้งหลายให้เป็นไปในอำนาจของตนเป็นกิจแห่งมนินทรีย์ การที่คอยเลี้ยงสหชาตธรรมไว้เป็นกิจแห่งชีวิตินทรีย์ การที่คอยจัดแจงเครื่องหมายเพศและอาการแห่งจริตและการแต่งกายแห่งหญิงและชายเป็นกิจแห่งอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ การที่คอยครอบงำสหชาตธรรมทั้งหลายไว้เสีย (มิให้ปรากฏ) แล้วยังสหชาตธรรมนั้นให้ถึงซึ่งอาการหยาบ (คือปรากฏชัดออกมา) ตามหน้าที่ของตน ๆ เป็นกิจแห่งสุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ และโทมนัสสินทรีย์ การที่คอยยังสหชาตธรรมทั้งหลายให้ถึงซึ่งอาการเป็นกลาง ๆ อันเป็นอาการที่ละเอียดปราณีต เป็นกิจแห่งอุเปกขินทรีย์ การครอบงำเสียซึ่งปฏิปักขธรรม (ธรรมฝ่ายตรงข้าม มีอสัทธิยะเป็นต้น) และยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้ถึงซึ่งความมีอาการเลื่อมใสเป็นอาทิ เป็นกิจแห่งอินทรีย์ 5 มีสัทธินทรีย์เป็นต้น การละสังโยชน์ 3 (ข้างต้น) และการทำสัมปยุตธรรม | ข้อว่า '''โดยกิจ''' มีความว่า หากมีคำถามว่า "อะไรเป็นกิจแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ?" ดังนี้ไซร้คำเฉลยพึงมีว่า "โดยบาลีว่า จักขายตนะเป็นปัจจัย (คือเป็นอุปการธรรม) โดยเป็นอินทรียปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมทั้งหลายอันสัมปยุตกับจักขุวิญญาณธาตุนั้น ดังนี้ การที่ยังธรรมทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นอาทิให้เป็นไปตามอาการของตน ที่ได้แก่อาการกล้าและอ่อนเป็นต้น อันจะพึงให้สำเร็จด้วยความเป็นอินทรียปัจจัย และด้วยความที่ตนมีอาการกล้าและอ่อนเป็นอาทิด้วยนั้นใดเป็นกิจแห่งจักขุนทรีย์เป็นอันดับแรก กิจแห่งโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ก็มีนัยอย่างนั้น แต่ว่าการยังสหชาตธรรมทั้งหลายให้เป็นไปในอำนาจของตนเป็นกิจแห่งมนินทรีย์ การที่คอยเลี้ยงสหชาตธรรมไว้เป็นกิจแห่งชีวิตินทรีย์ การที่คอยจัดแจงเครื่องหมายเพศและอาการแห่งจริตและการแต่งกายแห่งหญิงและชายเป็นกิจแห่งอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์ การที่คอยครอบงำสหชาตธรรมทั้งหลายไว้เสีย (มิให้ปรากฏ) แล้วยังสหชาตธรรมนั้นให้ถึงซึ่งอาการหยาบ (คือปรากฏชัดออกมา) ตามหน้าที่ของตน ๆ เป็นกิจแห่งสุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ และโทมนัสสินทรีย์ การที่คอยยังสหชาตธรรมทั้งหลายให้ถึงซึ่งอาการเป็นกลาง ๆ อันเป็นอาการที่ละเอียดปราณีต เป็นกิจแห่งอุเปกขินทรีย์ การครอบงำเสียซึ่งปฏิปักขธรรม (ธรรมฝ่ายตรงข้าม มีอสัทธิยะเป็นต้น) และยังสัมปยุตธรรมทั้งหลายให้ถึงซึ่งความมีอาการเลื่อมใสเป็นอาทิ เป็นกิจแห่งอินทรีย์ 5 มีสัทธินทรีย์เป็นต้น การละสังโยชน์ 3 (ข้างต้น) และการทำสัมปยุตธรรม |
| พึงทราบวินิจฉัยโดยกิจในอินทรีย์ทั้งหลายนี้ ดังกล่าวมาฉะนี้ | พึงทราบวินิจฉัยโดยกิจในอินทรีย์ทั้งหลายนี้ ดังกล่าวมาฉะนี้ |
| |
| '''โดยภูมิ''' | ==โดยภูมิ== |
| |
| ข้อว่า โดยภูมิ ความว่า "ก็อินทรีย์ทั้งหลายนี้ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ และโทมนัสสินทรีย์ (10) เป็นกามาวจรแท้ มนินทรีย์ ชิวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ (8) เนื่องไปในภูมิที่ 4 โสมนัสสินทรีย์ เนื่องไปในภูมิ 3 โดยเป็นกามาวจร (ก็มี) รูปาวจร (ก็มี) โลกุตตระ (ก็มี) อินทรีย์ 3 ข้างท้าย เป็นโลกุตตระแท้" | ข้อว่า โดยภูมิ ความว่า "ก็อินทรีย์ทั้งหลายนี้ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ และโทมนัสสินทรีย์ (10) เป็นกามาวจรแท้ มนินทรีย์ ชิวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ และสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ (8) เนื่องไปในภูมิที่ 4 โสมนัสสินทรีย์ เนื่องไปในภูมิ 3 โดยเป็นกามาวจร (ก็มี) รูปาวจร (ก็มี) โลกุตตระ (ก็มี) อินทรีย์ 3 ข้างท้าย เป็นโลกุตตระแท้" |
| นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย | นี่เป็นกถามุขอย่างพิสดารแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย |
| |
| '''สัจจนิทเทส''' | =สัจจนิทเทส= |
| |
| ก็อริยสัจ 4 คือ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ชื่อว่า สัจจะ อันมาในลำดับแห่งอินทรีย์นั้น | ก็อริยสัจ 4 คือ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ชื่อว่า สัจจะ อันมาในลำดับแห่งอินทรีย์นั้น |
| |
| '''แห่งลักษณะเป็นต้น 1 โดยอรรถ (แห่งสัจจศัพท์) 1''' | '''แห่งลักษณะเป็นต้น 1 โดยอรรถ (แห่งสัจจศัพท์) 1''' |
| | |
| | '''โดยอรรถุทธาระ (แห่งสัจจศัพท์) 1''' |
| |
| '''โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง 1 โดยลำดับ 1 โดย''' | '''โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง 1 โดยลำดับ 1 โดย''' |
| '''เสมอกันและไม่เสมอกัน 1''' | '''เสมอกันและไม่เสมอกัน 1''' |
| |
| '''โดยวิภาค''' | ==โดยวิภาค== |
| |
| ในหัวข้อเหล่านั้น ข้อว่า '''โดยวิภาค''' ความว่า ก็อรรถแห่งอริยสัจมีทุกข์เป็นต้น ท่านจำแนกเป็นอย่างละ 4 (คือสัจจะละ 4) เป็นอรรถจริงแท้ไม่เป็นเท็จไม่เป็นอื่น ซึ่งพระโยคาวจรทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้อริยสัจมีทุกข์เป็นต้นพึงรู้ได้ ดังบาลีว่า อรรถแห่งทุกข์คือความบีบคั้น (1)….ความเป็นสังขตะ (1)….ความเร่าร้อน (1)….ความแปรเปลี่ยน (1) อรรถ 4 ประการนี้เป็นอรรถว่า ทุกแห่งทุกขสัจ เป็นอรรถจริงแท้ ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นอื่น | ในหัวข้อเหล่านั้น ข้อว่า '''โดยวิภาค''' ความว่า ก็อรรถแห่งอริยสัจมีทุกข์เป็นต้น ท่านจำแนกเป็นอย่างละ 4 (คือสัจจะละ 4) เป็นอรรถจริงแท้ไม่เป็นเท็จไม่เป็นอื่น ซึ่งพระโยคาวจรทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้อริยสัจมีทุกข์เป็นต้นพึงรู้ได้ ดังบาลีว่า อรรถแห่งทุกข์คือความบีบคั้น (1)….ความเป็นสังขตะ (1)….ความเร่าร้อน (1)….ความแปรเปลี่ยน (1) อรรถ 4 ประการนี้เป็นอรรถว่า ทุกแห่งทุกขสัจ เป็นอรรถจริงแท้ ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นอื่น |
| นี่เป็นวินิจฉัยโดยวิภาคในอริยสัจนี้เป็นอันดับแรก | นี่เป็นวินิจฉัยโดยวิภาคในอริยสัจนี้เป็นอันดับแรก |
| |
| '''โดยนิพจน์''' | ==โดยนิพจน์== |
| |
| ส่วนใน 2 หัวข้อ คือ '''นิพฺพจจลกฺขณาทิปฺปเภทโต''' โดยนิพจน์และประเภทมีลักษณะ เป็นต้นนี้ พึงทราบวินิจฉัย โดยนิพจน์ (แยกคำ) ก่อน | ส่วนใน 2 หัวข้อ คือ '''นิพฺพจจลกฺขณาทิปฺปเภทโต''' โดยนิพจน์และประเภทมีลักษณะ เป็นต้นนี้ พึงทราบวินิจฉัย โดยนิพจน์ (แยกคำ) ก่อน |
| วินิจฉัยโดยนิพจน์ (แยกคำ) ในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ | วินิจฉัยโดยนิพจน์ (แยกคำ) ในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ |
| |
| '''โดยประเภทแห่งลักษณะเป็นต้น''' | ==โดยประเภทแห่งลักษณะเป็นต้น== |
| |
| ถามว่า "วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะ เป็นต้นอย่างไร ?" เฉลยว่า "ก็ในสัจจะ 4 นี้ทุกขสัจ มีความเบียดเบียนเป็นลักษณะ มีความทำให้เร่าร้อนเป็นกิจ มีปวัตติ (ความเป็นไปไม่แล้วไม่รอด) เป็นผล | ถามว่า "วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะ เป็นต้นอย่างไร ?" เฉลยว่า "ก็ในสัจจะ 4 นี้ทุกขสัจ มีความเบียดเบียนเป็นลักษณะ มีความทำให้เร่าร้อนเป็นกิจ มีปวัตติ (ความเป็นไปไม่แล้วไม่รอด) เป็นผล |
| วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะเป็นต้น ในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ | วินิจฉัยโดยประเภทแห่งลักษณะเป็นต้น ในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ |
| |
| '''โดยอรรถ''' | ==โดยอรรถ== |
| |
| ส่วนใน 2 หัวข้อคือ '''อตฺถตฺถุทฺธารโต เจว''' –โดยอรรถและโดยอัตถุทธาระนี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถ (แห่งสัจจะศัพท์) ก่อน | ส่วนใน 2 หัวข้อคือ '''อตฺถตฺถุทฺธารโต เจว''' –โดยอรรถและโดยอัตถุทธาระนี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถ (แห่งสัจจะศัพท์) ก่อน |
| <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 97)''</fs></sub> | <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 97)''</fs></sub> |
| |
| '''โดยอัตถุทธาระ''' | ==โดยอัตถุทธาระ== |
| |
| วินิจฉัยโดยอัตถุทธาระ (ระบุอรรถที่ประสงค์) อย่างไร ในข้อนี้สัจจศัพท์นี่ถือเอาในอรรถได้หลายอย่างคืออย่างไรบ้าง ? คือสัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า "'''สจฺจํ ภเณ กุชฺเฌยฺย''' บุคคลพึงพูดคำจริง ไม่พึงโกรธ" ดังนี้ เป็นต้น ถือเอาใน (อรรถคือ) วาจาสัจ (จริงทางวาจา) สัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า "'''สจฺเจ ฐิตา สมณพฺราหมณา วา''' สมณะพราหมณ์ทั้งหลายผู้ตั้งอยู่ในสัจจะก็ดี" ดังนี้เป็นต้น ถือเอาในวิรติสัจ (จริงทางวิรัติ) สัจจะศัพท์ ในคำทั้งหลายมีคำว่า | วินิจฉัยโดยอัตถุทธาระ (ระบุอรรถที่ประสงค์) อย่างไร ในข้อนี้สัจจศัพท์นี่ถือเอาในอรรถได้หลายอย่างคืออย่างไรบ้าง ? คือสัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า "'''สจฺจํ ภเณ กุชฺเฌยฺย''' บุคคลพึงพูดคำจริง ไม่พึงโกรธ" ดังนี้ เป็นต้น ถือเอาใน (อรรถคือ) วาจาสัจ (จริงทางวาจา) สัจจศัพท์ในคำทั้งหลายมีคำว่า "'''สจฺเจ ฐิตา สมณพฺราหมณา วา''' สมณะพราหมณ์ทั้งหลายผู้ตั้งอยู่ในสัจจะก็ดี" ดังนี้เป็นต้น ถือเอาในวิรติสัจ (จริงทางวิรัติ) สัจจะศัพท์ ในคำทั้งหลายมีคำว่า |
| วินิจฉัยแม้โดยอัตถุทธาระในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ | วินิจฉัยแม้โดยอัตถุทธาระในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ |
| |
| '''โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง''' | ==โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง== |
| |
| ข้อว่า '''"โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง"''' ความว่า หากคำถามพึงมีว่า ก็เพราะเหตุไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอริยสัจแต่ 4 เท่านั้น ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ? ดังนี้ไซร้ คำแก้ก็พึงมีว่า เพราะไม่มีอริยสัจอื่นประการ 1 เพราะลดออกข้อใดข้อหนึ่งก็มิได้ประการ 1 แท้จริงอริยสัจอื่นจากอริยสัจ 4 นั่นเป็นส่วนยิ่ง (คือเกิน) ก็ดี อริยสัจ 4 นั่นแม้สักข้อหนึ่งพึงลดออกเสียได้ก็ดีหามีไม่ ดังพระบาลีว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามในโลกนี้ จะพึงมากล่าวว่า นี่ไม่ใช่ทุกขอริยสัจ ทุกขอริยสัจเป็นอย่างอื่น ข้าพเจ้าจักยกเลิกทุกขอริยสัจนี่เสียแล้วบัญญัติทุกขอริยสัจอื่น (ขึ้นใหม่) ดังนี้ นี่ไม่มีทางเป็นไปได้ดังนี้เป็น | ข้อว่า '''"โดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่ง"''' ความว่า หากคำถามพึงมีว่า ก็เพราะเหตุไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอริยสัจแต่ 4 เท่านั้น ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ? ดังนี้ไซร้ คำแก้ก็พึงมีว่า เพราะไม่มีอริยสัจอื่นประการ 1 เพราะลดออกข้อใดข้อหนึ่งก็มิได้ประการ 1 แท้จริงอริยสัจอื่นจากอริยสัจ 4 นั่นเป็นส่วนยิ่ง (คือเกิน) ก็ดี อริยสัจ 4 นั่นแม้สักข้อหนึ่งพึงลดออกเสียได้ก็ดีหามีไม่ ดังพระบาลีว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามในโลกนี้ จะพึงมากล่าวว่า นี่ไม่ใช่ทุกขอริยสัจ ทุกขอริยสัจเป็นอย่างอื่น ข้าพเจ้าจักยกเลิกทุกขอริยสัจนี่เสียแล้วบัญญัติทุกขอริยสัจอื่น (ขึ้นใหม่) ดังนี้ นี่ไม่มีทางเป็นไปได้ดังนี้เป็น |
| อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสบอกปวัตติ (ความหมุนไป) ก็ตรัสบอกพร้อมทั้งเหตุ เมื่อตรัสบอกนิวัตติ (ความหมุนกลับ) เล่า ก็ตรัสพร้อมทั้งอุบายด้วย ดังนี้ จึงเป็นอันตรัสแต่ 4 เท่านั้น เพราะมีปวัตตินิวัตติและเหตุแห่งปวัตติและนิวัตติทั้งสองนั้นเพียงเท่านั้นนัยเดียวกันนั้น ตรัสแต่ 4 เท่านั้น แม้ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่พึงกำหนดรู้ ธรรมที่พึงละ ธรรมที่พึงทำให้แจ้งและธรรมที่พึงทำให้มีขึ้น 1 แห่งวัตถุของตัณหา (ตัว) ตัณหา ความดับตัณหาและอุบายดับตัณหา 1 แห่งอาลัย ความยินดีในอาลัย ความถอนอาลัยเสียได้ และอุบายถอนอาลัย 1 วินิจฉัยโดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่งในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ | อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสบอกปวัตติ (ความหมุนไป) ก็ตรัสบอกพร้อมทั้งเหตุ เมื่อตรัสบอกนิวัตติ (ความหมุนกลับ) เล่า ก็ตรัสพร้อมทั้งอุบายด้วย ดังนี้ จึงเป็นอันตรัสแต่ 4 เท่านั้น เพราะมีปวัตตินิวัตติและเหตุแห่งปวัตติและนิวัตติทั้งสองนั้นเพียงเท่านั้นนัยเดียวกันนั้น ตรัสแต่ 4 เท่านั้น แม้ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่พึงกำหนดรู้ ธรรมที่พึงละ ธรรมที่พึงทำให้แจ้งและธรรมที่พึงทำให้มีขึ้น 1 แห่งวัตถุของตัณหา (ตัว) ตัณหา ความดับตัณหาและอุบายดับตัณหา 1 แห่งอาลัย ความยินดีในอาลัย ความถอนอาลัยเสียได้ และอุบายถอนอาลัย 1 วินิจฉัยโดยมีจำนวนไม่หย่อนไม่ยิ่งในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ |
| |
| '''โดยลำดับ''' | ==โดยลำดับ== |
| |
| แม้ลำดับในข้อว่า '''"โดยลำดับ"''' นี้ ก็ได้แก่ลำดับแห่งการแสดงเหมือนกัน ก็ในอริยสัจ 4 นี้ ทุกขสัจ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เป็นข้อแรก เหตุว่ารู้ได้ง่าย เพราะเป็นของหยาบและเป็นของสาธารณะแก่สัตว์ทั้งปวง สมุทยสัจ ตรัสไว้ในลำดับนั้น เพื่อแสดงเหตุแห่งทุกขสัจนั้นแหละ นิโรธสัจ ตรัสต่อนั้นไป เพื่อให้รู้ว่าความดับแห่งผลย่อมมีเพราะความดับแห่งเหตุ มัคคสัจ ตรัสไว้ในที่สุด เพื่อแสดงอุบายบรรลุนิโรธสัจนั้นนัยหนึ่ง ตรัสทุกข์ก่อนเพื่อ ยังความสังเวชให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ติดใจในรสชาติแห่งความสุขในภพ สมุทัยตรัสในลำดับนั้นเพื่อให้ทราบว่า "ทุกข์นั้น ตัณหามิได้แต่งขึ้นก็หาไม่ มันมีขึ้นเพราะเหตุภายนอก มีพระอิศวรบันดาลเป็นต้นก็หาไม่ แต่มันมีขึ้นเพราะตัณหานี้" ต่อนั้นตรัสนิโรธเพื่อยังความโล่งใจด้วยได้เห็นนิสสารณะ ให้เกิดแก่บุคคลทั้งหลาย ผู้มีใจสลด เพราะถูกทุกข์กับทั้งเหตุครอบงำแล้ว แสวงหาความออกไปจากทุกข์ ต่อนั้น จึงตรัสมรรคอันเป็นธรรมยังนิโรธให้ถึงพร้อม เพื่อบรรลุนิโรธแล | แม้ลำดับในข้อว่า '''"โดยลำดับ"''' นี้ ก็ได้แก่ลำดับแห่งการแสดงเหมือนกัน ก็ในอริยสัจ 4 นี้ ทุกขสัจ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เป็นข้อแรก เหตุว่ารู้ได้ง่าย เพราะเป็นของหยาบและเป็นของสาธารณะแก่สัตว์ทั้งปวง สมุทยสัจ ตรัสไว้ในลำดับนั้น เพื่อแสดงเหตุแห่งทุกขสัจนั้นแหละ นิโรธสัจ ตรัสต่อนั้นไป เพื่อให้รู้ว่าความดับแห่งผลย่อมมีเพราะความดับแห่งเหตุ มัคคสัจ ตรัสไว้ในที่สุด เพื่อแสดงอุบายบรรลุนิโรธสัจนั้นนัยหนึ่ง ตรัสทุกข์ก่อนเพื่อ ยังความสังเวชให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ติดใจในรสชาติแห่งความสุขในภพ สมุทัยตรัสในลำดับนั้นเพื่อให้ทราบว่า "ทุกข์นั้น ตัณหามิได้แต่งขึ้นก็หาไม่ มันมีขึ้นเพราะเหตุภายนอก มีพระอิศวรบันดาลเป็นต้นก็หาไม่ แต่มันมีขึ้นเพราะตัณหานี้" ต่อนั้นตรัสนิโรธเพื่อยังความโล่งใจด้วยได้เห็นนิสสารณะ ให้เกิดแก่บุคคลทั้งหลาย ผู้มีใจสลด เพราะถูกทุกข์กับทั้งเหตุครอบงำแล้ว แสวงหาความออกไปจากทุกข์ ต่อนั้น จึงตรัสมรรคอันเป็นธรรมยังนิโรธให้ถึงพร้อม เพื่อบรรลุนิโรธแล |
| <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 99)''</fs></sub> | <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 99)''</fs></sub> |
| |
| '''โดยวินิจฉัยคำว่าชาติเป็นต้น''' | ==โดยวินิจฉัยคำว่าชาติเป็นต้น== |
| |
| ข้อว่า '''"โดยวินิจฉัย คำว่าชาติเป็นต้น"''' ความว่า ธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนั้นใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เมื่อทรงแจกแจงอริยสัจทั้งหลาย ได้ตรัสไว้ในนิทเทสแห่งอริยสัจ 4 ดังนี้ คือ ธรรม 12 ประการตรัสไว้ในนิทเทสแห่งทุกขสัจว่า "ความเกิดก็เป็นทุกข์อย่าง 1 ความแก่ก็เป็นทุกข์อย่าง 1 ความเศร้า ความคร่ำครวญ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์แต่ละอย่าง (นัย 5) ความประสบเข้ากับสิ่งอันไม่เป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์ (อย่าง 1) ความพรากไปจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์ (อย่าง 1) ความที่ปรารถนาอยู่แต่ไม่ได้ก็เป็นทุกข์อย่าง 1 โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ "ตัณหา 3 ประการตรัสไว้ในนิทเทสแห่งสมุทยสัจว่า "ตัณหานี้ใด มีการก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติ ไปด้วยกันกับนันทิราคะ มีปกติมุ่งเพลิดเพลินไปในอัตภาพนั้น ๆ ตัณหานี้คืออะไรบ้าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา "นิพพานอันมีประการเดียวโดยประสงค์ ตรัสไว้ในนิทเทสแห่งนิโรธสัจ ดังนี้ว่า "ความดับโดยสำรอกออกอย่างไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ อันใด ความสละไป ความสลัดทิ้งไป ความหลุดไป ความหมดเยื่อใยแห่งตัณหานั้นนั่นแหละอันใด" ธรรม 8 ประการ ตรัสไว้ในนิทเทสแห่งมัคคสัจดังนี้ว่า "ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน ? คืออริยมรรคมีองค์ 8 นี้แล อริยมรรคมีองค์ 8 นี้คืออะไรบ้าง คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ "ดังนี้ โดยวินิจฉัยธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนั้น" | ข้อว่า '''"โดยวินิจฉัย คำว่าชาติเป็นต้น"''' ความว่า ธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนั้นใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เมื่อทรงแจกแจงอริยสัจทั้งหลาย ได้ตรัสไว้ในนิทเทสแห่งอริยสัจ 4 ดังนี้ คือ ธรรม 12 ประการตรัสไว้ในนิทเทสแห่งทุกขสัจว่า "ความเกิดก็เป็นทุกข์อย่าง 1 ความแก่ก็เป็นทุกข์อย่าง 1 ความเศร้า ความคร่ำครวญ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์แต่ละอย่าง (นัย 5) ความประสบเข้ากับสิ่งอันไม่เป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์ (อย่าง 1) ความพรากไปจากสิ่งอันเป็นที่รักทั้งหลายก็เป็นทุกข์ (อย่าง 1) ความที่ปรารถนาอยู่แต่ไม่ได้ก็เป็นทุกข์อย่าง 1 โดยย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ "ตัณหา 3 ประการตรัสไว้ในนิทเทสแห่งสมุทยสัจว่า "ตัณหานี้ใด มีการก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติ ไปด้วยกันกับนันทิราคะ มีปกติมุ่งเพลิดเพลินไปในอัตภาพนั้น ๆ ตัณหานี้คืออะไรบ้าง คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา "นิพพานอันมีประการเดียวโดยประสงค์ ตรัสไว้ในนิทเทสแห่งนิโรธสัจ ดังนี้ว่า "ความดับโดยสำรอกออกอย่างไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นแหละ อันใด ความสละไป ความสลัดทิ้งไป ความหลุดไป ความหมดเยื่อใยแห่งตัณหานั้นนั่นแหละอันใด" ธรรม 8 ประการ ตรัสไว้ในนิทเทสแห่งมัคคสัจดังนี้ว่า "ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน ? คืออริยมรรคมีองค์ 8 นี้แล อริยมรรคมีองค์ 8 นี้คืออะไรบ้าง คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ "ดังนี้ โดยวินิจฉัยธรรมทั้งหลายมีชาติเป็นต้นนั้น" |
| |
| '''ทุกขนิทเทส''' | ===ทุกขนิทเทส=== |
| |
| '''วินิจฉัยศัพท์ว่าชาติ''' | '''วินิจฉัยศัพท์ว่าชาติ''' |
| นี่เป็นวินิจฉัยในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย | นี่เป็นวินิจฉัยในอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย |
| |
| '''ทุกขสมุทยนิทเทส''' | ===ทุกขสมุทยนิทเทส=== |
| |
| ส่วนในสมุทยนิทเทส มีวินิจฉัยว่า คำว่า '''ยายํ ตณฺหา''' ความว่า ตัณหานี้ใด คำว่า '''โปโนพฺภวิกา''' ความว่า การก่อภพ (ใหม่) อีกชื่อว่าปุนัพภวะ การก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติของตัณหานั่น เหตุนั้นตัณหานั้นจึงชื่อ โปโนพฺภวิกา (มีการก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติ) ตัณหานั้นชื่อ '''นนฺทิราคสหคต''' เพราะไปด้วยกันกับนันทิราคะ (ความยินดีอย่างเพลิดเพลิน) มีอธิบายว่า ถึงซึ่งความเป็นอันเดียวกันกับนันทิราคะโดยอรรถ คำว่า '''ตตฺรตฺตราภินนฺทินี''' ความว่า มันเกิดในอัตภาพใด ๆ ก็มีปกติมุ่งเพลิดเพลินไปในอัตภาพนั้น ๆ คำว่า '''เสยฺยถีทํ''' เป็นนิบาต นี่เป็นความของนิบาตนั้น คือ หากถามว่า "ตัณหานั้นเป็นไฉน" ธรรมทั้งหลายนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา จักมีแจ้งในปฏิจจสมุปปาทนิทเทส ส่วนในที่นี้ตัณหาทั้ง 3 อย่างนี้ พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวกเข้าเป็นอันเดียว ตรัสว่า เป็นทุกขสมุทยอริยสัจ โดยอรรถว่าเป็นเหตุยังทุกขสัจให้เกิด | ส่วนในสมุทยนิทเทส มีวินิจฉัยว่า คำว่า '''ยายํ ตณฺหา''' ความว่า ตัณหานี้ใด คำว่า '''โปโนพฺภวิกา''' ความว่า การก่อภพ (ใหม่) อีกชื่อว่าปุนัพภวะ การก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติของตัณหานั่น เหตุนั้นตัณหานั้นจึงชื่อ โปโนพฺภวิกา (มีการก่อภพ (ใหม่) อีกเป็นปกติ) ตัณหานั้นชื่อ '''นนฺทิราคสหคต''' เพราะไปด้วยกันกับนันทิราคะ (ความยินดีอย่างเพลิดเพลิน) มีอธิบายว่า ถึงซึ่งความเป็นอันเดียวกันกับนันทิราคะโดยอรรถ คำว่า '''ตตฺรตฺตราภินนฺทินี''' ความว่า มันเกิดในอัตภาพใด ๆ ก็มีปกติมุ่งเพลิดเพลินไปในอัตภาพนั้น ๆ คำว่า '''เสยฺยถีทํ''' เป็นนิบาต นี่เป็นความของนิบาตนั้น คือ หากถามว่า "ตัณหานั้นเป็นไฉน" ธรรมทั้งหลายนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา จักมีแจ้งในปฏิจจสมุปปาทนิทเทส ส่วนในที่นี้ตัณหาทั้ง 3 อย่างนี้ พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผนวกเข้าเป็นอันเดียว ตรัสว่า เป็นทุกขสมุทยอริยสัจ โดยอรรถว่าเป็นเหตุยังทุกขสัจให้เกิด |
| |
| '''ทุกขนิโรธนิทเทส''' | ===ทุกขนิโรธนิทเทส=== |
| |
| ในทุกขนิโรธนิทเทส มีวินิจฉัยว่า โดยนัยว่า '''โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย''' เป็นต้น เป็นอันตรัสความดับแห่งสมุทัย หากถามว่า เหตุไรจึงตรัสความดับแห่งสมุทัย ? คำแก้พึงมีว่า ความดับแห่งทุกข์ย่อมมีเพราะความดับแห่งสมุทัย แท้จริง ทุกข์ย่อมดับเพราะความดับไปแห่งสมุทัยมิใช่เหตุอื่น เหตุนั้นจึงตรัสไว้ (ในธรรมบท) ว่า | ในทุกขนิโรธนิทเทส มีวินิจฉัยว่า โดยนัยว่า '''โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย''' เป็นต้น เป็นอันตรัสความดับแห่งสมุทัย หากถามว่า เหตุไรจึงตรัสความดับแห่งสมุทัย ? คำแก้พึงมีว่า ความดับแห่งทุกข์ย่อมมีเพราะความดับแห่งสมุทัย แท้จริง ทุกข์ย่อมดับเพราะความดับไปแห่งสมุทัยมิใช่เหตุอื่น เหตุนั้นจึงตรัสไว้ (ในธรรมบท) ว่า |
| นี่เป็นคำวินิจฉัยข้อที่สำคัญในทุกขนิโรธนิทเทส | นี่เป็นคำวินิจฉัยข้อที่สำคัญในทุกขนิโรธนิทเทส |
| |
| '''ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานิทเทส''' | ===ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานิทเทส=== |
| |
| ก็แล ธรรม (คืออริยมรรค) 8 ที่ตรัสไว้ในนิทเทสแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (นี้) เป็นอันแจ่มแจ้ง โดยใจความแล้ว แม้ในขันธนิทเทสก็จริง แต่ว่าในที่นี้ข้าพเจ้าจะกล่าว เพื่อให้ทราบความแปลกกันแห่งธรรมทั้ง 8 นั้น อันเป็นไปในขณะเดียวกัน | ก็แล ธรรม (คืออริยมรรค) 8 ที่ตรัสไว้ในนิทเทสแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (นี้) เป็นอันแจ่มแจ้ง โดยใจความแล้ว แม้ในขันธนิทเทสก็จริง แต่ว่าในที่นี้ข้าพเจ้าจะกล่าว เพื่อให้ทราบความแปลกกันแห่งธรรมทั้ง 8 นั้น อันเป็นไปในขณะเดียวกัน |
| วินิจฉัยคำว่าชาติเป็นต้น ในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ | วินิจฉัยคำว่าชาติเป็นต้น ในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ |
| |
| '''โดยกิจแห่งญาณ''' | ==โดยกิจแห่งญาณ== |
| |
| ข้อว่า '''โดยกิจแห่งญาณ''' ความว่า บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยกิจแห่งสัจจญาณ (ความรู้อริยสัจ) ด้วย ก็สัจจญาณมี 2 คือ อนุโพธญาณ (ความรู้โดยรู้ตาม) ปฏิเวธญาณ (ความรู้โดยตรัสรู้) ในญาณ 2 อย่างนั้น อนุโพธญาณ เป็นโลกิยะ เป็นไปในนิโรธและมรรค ด้วยอำนาจการได้ฟังกันมาเป็นต้น ปฏิเวธญาณ เป็นโลกุตตระ ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์แล้ว แทงตลอดสัจจะทั้ง 4 ได้โดยกิจ (มีกำหนดรู้สัจจะเป็นต้น) ดังพระบาลีว่า "ดูกรภิกษุท้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกขสมุทัยด้วย ย่อมเห็นทุกขนิโรธด้วย ย่อมเห็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาด้วย" ดังนี้เป็นต้น คำบาลีแห่งนี้ บัณฑิตพึง (นำมา) กล่าวให้หมดเถิด อันกิจแห่งปฏิเวธญาณนั้นจักมีแจ้งใน (ตอนว่าด้วย) ญาณทัสสนวิสุทธิ ก็แลสัจจญาณที่เป็นโลกิยะนี้ใดในโลกิยญาณนั้น ทุกขญาณ (ความรู้ในทุกข์) ย่อมยังสักกายทิฏฐิอันเป็นไปด้วยอำนาจ ความครอบงำเอาไว้อย่างกลุ้มรุมให้กลับ สมุทยญาณ (ความรู้ในสมุทัย) ย่อมยังอุจเฉททิฏฐิให้กลับ นิโรธญาณ (ความรู้ในนิโรธ) ย่อมยังสัสสตทิฏฐิให้กลับ มรรคญาณ (ความรู้ในมรรค) ย่อมยังอกิริยทิฏฐิให้กลับ นัยหนึ่งทุกขญาณยังความปฏิบัติผิดในผล กล่าวคือความสำคัญว่ายั่งยืน ว่างาม ว่าเป็นสุข ว่าเป็นตัวตนในขันธ์ทั้งหลายอันปราศจากความยั่งยืน ความงาม ความเป็นสุข ความเป็นตัวตนให้กลับ สมุทยญาณยังความปฏิบัติผิดในเหตุ อันเป็นไปโดยความนับถือในสิ่งที่มิใช่เหตุว่าเป็นเหตุ เช่นว่า "โลกย่อมเป็นไปโดยท่านผู้เป็นใหญ่ (พระอิศวร) โดยสิ่งที่เป็นประธาน โดย (พระ) กาลและโดยสภาวะ (ความเป็นเอง) เป็นต้น ให้กลับ นิโรธญาณ ยังความปฏิบัติผิดในนิโรธอันได้แก่ความถือว่า ความหลุดพ้น (มี) มีอรูปโลกและในโลกถูปิกา (ภูมิ ที่ถือว่าเป็นยอดโลก) เป็นต้นให้กลับ มรรคญาณยังความ | ข้อว่า '''โดยกิจแห่งญาณ''' ความว่า บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยกิจแห่งสัจจญาณ (ความรู้อริยสัจ) ด้วย ก็สัจจญาณมี 2 คือ อนุโพธญาณ (ความรู้โดยรู้ตาม) ปฏิเวธญาณ (ความรู้โดยตรัสรู้) ในญาณ 2 อย่างนั้น อนุโพธญาณ เป็นโลกิยะ เป็นไปในนิโรธและมรรค ด้วยอำนาจการได้ฟังกันมาเป็นต้น ปฏิเวธญาณ เป็นโลกุตตระ ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์แล้ว แทงตลอดสัจจะทั้ง 4 ได้โดยกิจ (มีกำหนดรู้สัจจะเป็นต้น) ดังพระบาลีว่า "ดูกรภิกษุท้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกขสมุทัยด้วย ย่อมเห็นทุกขนิโรธด้วย ย่อมเห็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาด้วย" ดังนี้เป็นต้น คำบาลีแห่งนี้ บัณฑิตพึง (นำมา) กล่าวให้หมดเถิด อันกิจแห่งปฏิเวธญาณนั้นจักมีแจ้งใน (ตอนว่าด้วย) ญาณทัสสนวิสุทธิ ก็แลสัจจญาณที่เป็นโลกิยะนี้ใดในโลกิยญาณนั้น ทุกขญาณ (ความรู้ในทุกข์) ย่อมยังสักกายทิฏฐิอันเป็นไปด้วยอำนาจ ความครอบงำเอาไว้อย่างกลุ้มรุมให้กลับ สมุทยญาณ (ความรู้ในสมุทัย) ย่อมยังอุจเฉททิฏฐิให้กลับ นิโรธญาณ (ความรู้ในนิโรธ) ย่อมยังสัสสตทิฏฐิให้กลับ มรรคญาณ (ความรู้ในมรรค) ย่อมยังอกิริยทิฏฐิให้กลับ นัยหนึ่งทุกขญาณยังความปฏิบัติผิดในผล กล่าวคือความสำคัญว่ายั่งยืน ว่างาม ว่าเป็นสุข ว่าเป็นตัวตนในขันธ์ทั้งหลายอันปราศจากความยั่งยืน ความงาม ความเป็นสุข ความเป็นตัวตนให้กลับ สมุทยญาณยังความปฏิบัติผิดในเหตุ อันเป็นไปโดยความนับถือในสิ่งที่มิใช่เหตุว่าเป็นเหตุ เช่นว่า "โลกย่อมเป็นไปโดยท่านผู้เป็นใหญ่ (พระอิศวร) โดยสิ่งที่เป็นประธาน โดย (พระ) กาลและโดยสภาวะ (ความเป็นเอง) เป็นต้น ให้กลับ นิโรธญาณ ยังความปฏิบัติผิดในนิโรธอันได้แก่ความถือว่า ความหลุดพ้น (มี) มีอรูปโลกและในโลกถูปิกา (ภูมิ ที่ถือว่าเป็นยอดโลก) เป็นต้นให้กลับ มรรคญาณยังความ |
| วินิจฉัยโดยเกิดแห่งญาณในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ประการหนึ่ง | วินิจฉัยโดยเกิดแห่งญาณในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ประการหนึ่ง |
| |
| '''โดยประเภทแห่งธรรมที่นับเข้าในอริยสัจ''' | ==โดยประเภทแห่งธรรมที่นับเข้าในอริยสัจ== |
| |
| ข้อว่า "'''โดยประเภทแห่งธรรมทั้งหลายที่อยู่ภายใน''' (คือนับเข้าในอริยสัจ)" ดังนี้ ความว่า เว้นตัณหาและอนาสวธรรมทั้งหลายเสีย (โลกิยะ) ธรรมที่เหลือทั้งปวงนับเข้าในทุกขสัจ ตัณหาวิจริต 36 นับเข้าในสมุทยสัจ นิโรธไม่เจือปน (กับอะไร) โดยมุข (หัวหน้า) คือ สัมมาทิฏฐิ วิมังสิทธิบาท ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ และธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ นับเข้าใน มัคคสัจ โดยอปเทส (ข้ออ้าง) คือ สัมมาสังกัปปะ วิตก 3 มีเนกขัมมวิตกเป็นต้น นับเข้าใน มัคคสัจ โดยอปเทสคือสัมมาวาจา วจีสุจริต 4 นับเข้าในมัคคสัจ โดยอปเทสคือสัมมากัมมันตะ กายสุจริต 3 นับเข้าในมัคคสัจ โดยมุขคือสัมมาอาชีวะ อัปปิจฉตา และสันตุฏฐิตา นับเข้าในมัคคสัจ หรืออนึ่ง สัทธินทรีย์ สัทธาพละและฉันทิทธิบาทก็นับเข้าในมัคคสัจ เพราะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะทั้งหมดนั่นเป็นอริยกันตศีล และเพราะอริยกันตศีลเป็นธรรมที่พึงรับไว้ด้วยมือคือศรัทธา เพราะเหตุที่สัทธินทรีย์ สัทธาพละ และฉันทิทธิบาท มีศีลจึงมีวิริยินทรีย์ วิริยพละ และวิริยสัมโพชฌงค์ นับเข้าในมัคคสัจ โดยอปเทสคือสัมมาสติ สติปัฏฐาน 4 สตินทรีย์ สติพละ และสติสัมโพชฌงค์ นับเข้าในมัคคสัจ โดยอปเทสคือสัมมาสมาธิ สมาธิ 3 มีสวิตักกสวิจารสมาธิเป็นต้น จิตตสมาธิ (คิอจิตติทธิบาท) สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌค์ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเปกขาสัมโพชฌงค์นับเข้าในมัคคสัจแล | ข้อว่า "'''โดยประเภทแห่งธรรมทั้งหลายที่อยู่ภายใน''' (คือนับเข้าในอริยสัจ)" ดังนี้ ความว่า เว้นตัณหาและอนาสวธรรมทั้งหลายเสีย (โลกิยะ) ธรรมที่เหลือทั้งปวงนับเข้าในทุกขสัจ ตัณหาวิจริต 36 นับเข้าในสมุทยสัจ นิโรธไม่เจือปน (กับอะไร) โดยมุข (หัวหน้า) คือ สัมมาทิฏฐิ วิมังสิทธิบาท ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ และธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ นับเข้าใน มัคคสัจ โดยอปเทส (ข้ออ้าง) คือ สัมมาสังกัปปะ วิตก 3 มีเนกขัมมวิตกเป็นต้น นับเข้าใน มัคคสัจ โดยอปเทสคือสัมมาวาจา วจีสุจริต 4 นับเข้าในมัคคสัจ โดยอปเทสคือสัมมากัมมันตะ กายสุจริต 3 นับเข้าในมัคคสัจ โดยมุขคือสัมมาอาชีวะ อัปปิจฉตา และสันตุฏฐิตา นับเข้าในมัคคสัจ หรืออนึ่ง สัทธินทรีย์ สัทธาพละและฉันทิทธิบาทก็นับเข้าในมัคคสัจ เพราะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะทั้งหมดนั่นเป็นอริยกันตศีล และเพราะอริยกันตศีลเป็นธรรมที่พึงรับไว้ด้วยมือคือศรัทธา เพราะเหตุที่สัทธินทรีย์ สัทธาพละ และฉันทิทธิบาท มีศีลจึงมีวิริยินทรีย์ วิริยพละ และวิริยสัมโพชฌงค์ นับเข้าในมัคคสัจ โดยอปเทสคือสัมมาสติ สติปัฏฐาน 4 สตินทรีย์ สติพละ และสติสัมโพชฌงค์ นับเข้าในมัคคสัจ โดยอปเทสคือสัมมาสมาธิ สมาธิ 3 มีสวิตักกสวิจารสมาธิเป็นต้น จิตตสมาธิ (คิอจิตติทธิบาท) สมาธินทรีย์ สมาธิพละ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌค์ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเปกขาสัมโพชฌงค์นับเข้าในมัคคสัจแล |
| <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 121)''</fs></sub> | <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 121)''</fs></sub> |
| |
| '''โดยอุปมา''' | ==โดยอุปมา== |
| |
| ข้อว่า '''โดยอุปมา''' ความว่า ก็แลทุกขสัจ พึงเห็นเหมือนของหนัก สมุทยสัจเหมือนการถือของหนัก นิโรธสัจเหมือนการวางของหนัก มัคคสัจเหมือนอุบาย (คือวิธี) วางของหนัก อนึ่ง ทุกขสัจเหมือนโรค สมุทยสัจเหมือนเหตุของโรค นิโรธสัจเหมือนความหายโรค มัคคสัจเหมือนยา หรือว่าทุกขสัจเหมือนขาดแคลนอาหาร สมุทยสัจเหมือนฝนไม่ดี นิโรธสัจเหมือนมีอาหารสมบูรณ์ มัคคสัจเหมือนฝนดี | ข้อว่า '''โดยอุปมา''' ความว่า ก็แลทุกขสัจ พึงเห็นเหมือนของหนัก สมุทยสัจเหมือนการถือของหนัก นิโรธสัจเหมือนการวางของหนัก มัคคสัจเหมือนอุบาย (คือวิธี) วางของหนัก อนึ่ง ทุกขสัจเหมือนโรค สมุทยสัจเหมือนเหตุของโรค นิโรธสัจเหมือนความหายโรค มัคคสัจเหมือนยา หรือว่าทุกขสัจเหมือนขาดแคลนอาหาร สมุทยสัจเหมือนฝนไม่ดี นิโรธสัจเหมือนมีอาหารสมบูรณ์ มัคคสัจเหมือนฝนดี |
| วินิจฉัยโดยอุปมาในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ | วินิจฉัยโดยอุปมาในอริยสัจนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ |
| |
| '''โดยจตุกกะ – เป็นและไม่เป็นอริยสัจ 4''' | ==โดยจตุกกะ – เป็นและไม่เป็นอริยสัจ 4== |
| |
| ข้อว่า โดยจตุกกะ ความว่า ก็ในอริยสัจ 4 นี้ สิ่งที่เป็นทุกข์ (แต่) ไม่เป็นอริยสัจก็มี สิ่งที่เป็นอริยสัจก็มี สิ่งที่เป็นอริยสัจ (แต่) ไม่เป็นทุกข์ก็มี สิ่งที่เป็นทั้งทุกข์ทั้งอริยสัจก็มีสิ่งที่ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นอริยสัจก็มี ในอริยสัจที่เหลือมีสมุทัยเป็นต้นก็นัยนี้ | ข้อว่า โดยจตุกกะ ความว่า ก็ในอริยสัจ 4 นี้ สิ่งที่เป็นทุกข์ (แต่) ไม่เป็นอริยสัจก็มี สิ่งที่เป็นอริยสัจก็มี สิ่งที่เป็นอริยสัจ (แต่) ไม่เป็นทุกข์ก็มี สิ่งที่เป็นทั้งทุกข์ทั้งอริยสัจก็มีสิ่งที่ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นอริยสัจก็มี ในอริยสัจที่เหลือมีสมุทัยเป็นต้นก็นัยนี้ |
| วินิจฉัยในอริยสัจนี้โดยจตุกกะ โดยประกอบความเข้าตามควรในอริยสัจอื่นมีสมุทัยเป็นต้นด้วย บัณฑิตพึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ประการหนึ่ง | วินิจฉัยในอริยสัจนี้โดยจตุกกะ โดยประกอบความเข้าตามควรในอริยสัจอื่นมีสมุทัยเป็นต้นด้วย บัณฑิตพึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ประการหนึ่ง |
| |
| '''โดยว่างเปล่า''' | ==โดยว่างเปล่า== |
| |
| ในสองข้อว่า '''"โดยว่างเปล่าและโดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น"''' นี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยว่างเปล่าก่อน เพราะ (เมื่อว่า) โดยปรมัตถ์ สัจจะทั้งสิ้น บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นของว่างเปล่า เพราะไม่มีผู้รู้ ผู้ทำ (คือผู้สร้าง) ผู้ดับ และผู้เดิน เหตุนั้นนักปราชญ์ จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า | ในสองข้อว่า '''"โดยว่างเปล่าและโดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น"''' นี้ พึงทราบวินิจฉัยโดยว่างเปล่าก่อน เพราะ (เมื่อว่า) โดยปรมัตถ์ สัจจะทั้งสิ้น บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นของว่างเปล่า เพราะไม่มีผู้รู้ ผู้ทำ (คือผู้สร้าง) ผู้ดับ และผู้เดิน เหตุนั้นนักปราชญ์ จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า |
| พึงทราบวินิจฉัยโดยว่างเปล่าดังกล่าวมาฉะนี้ก่อน | พึงทราบวินิจฉัยโดยว่างเปล่าดังกล่าวมาฉะนี้ก่อน |
| |
| '''โดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น''' | ==โดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น== |
| |
| ข้อว่า '''โดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียว'''เป็นต้น ความว่า ก็แลในสัจจะ 4 นี้ ทุกข์ทั้งหมดเป็นอย่างเดียว โดยเป็นปวัตติ (ความหมุนไปแห่งสงสาร) เป็น 2 โดยเป็นนามและรูป เป็น 3 โดยต่างแห่งอุปปัติภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็น 4 โดยแยกตามอาหาร 4 (ที่เป็นปัจจัย) เป็น 5 โดยแยกเป็นอุปาทานขันธ์ 5 | ข้อว่า '''โดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียว'''เป็นต้น ความว่า ก็แลในสัจจะ 4 นี้ ทุกข์ทั้งหมดเป็นอย่างเดียว โดยเป็นปวัตติ (ความหมุนไปแห่งสงสาร) เป็น 2 โดยเป็นนามและรูป เป็น 3 โดยต่างแห่งอุปปัติภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็น 4 โดยแยกตามอาหาร 4 (ที่เป็นปัจจัย) เป็น 5 โดยแยกเป็นอุปาทานขันธ์ 5 |
| วินิจฉัยโดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้นในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ | วินิจฉัยโดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้นในอริยสัจนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ |
| |
| '''โดยมีส่วนเสมอกันและไม่เสมอกัน''' | ==โดยมีส่วนเสมอกันและไม่เสมอกัน== |
| |
| ข้อว่า '''"โดย (สภาคและวิสภาค) มีส่วนเสมอกันและไม่เสมอกัน"''' ความว่า สัจจะทุกข้อมีส่วนเสมอกันและกัน โดยเป็นธรรมไม่กลายเป็นไม่จริง 1 โดยเป็นธรรมว่าเปล่าจากอัตตา 1 และโดยการแทงตลอดที่ทำได้ยาก ดังพระผู้มีพระภาคตรัส (ถามพระอานนท์) ว่า "ดูกรอานนท์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่บุคคลจะพึงใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น 7 ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์ (ที่เป็นเป้า) ข้อไหนทำได้ยากกว่า สำเร็จได้ยากกว่า" พระอานนท์กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่บุคคลพึงจะใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น 7 ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์ | ข้อว่า '''"โดย (สภาคและวิสภาค) มีส่วนเสมอกันและไม่เสมอกัน"''' ความว่า สัจจะทุกข้อมีส่วนเสมอกันและกัน โดยเป็นธรรมไม่กลายเป็นไม่จริง 1 โดยเป็นธรรมว่าเปล่าจากอัตตา 1 และโดยการแทงตลอดที่ทำได้ยาก ดังพระผู้มีพระภาคตรัส (ถามพระอานนท์) ว่า "ดูกรอานนท์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่บุคคลจะพึงใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น 7 ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์ (ที่เป็นเป้า) ข้อไหนทำได้ยากกว่า สำเร็จได้ยากกว่า" พระอานนท์กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่บุคคลพึงจะใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น 7 ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์ |