วิสุทธิมรรค_12_อิทธิวิธนิทเทส

ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

ลิงค์ไปยังการเปรียบเทียบนี้

วิสุทธิมรรค_12_อิทธิวิธนิทเทส [2021/01/02 13:14] – ถูกสร้าง - แก้ไขภายนอก 127.0.0.1วิสุทธิมรรค_12_อิทธิวิธนิทเทส [2025/12/30 08:01] (ฉบับปัจจุบัน) dhamma
บรรทัด 130: บรรทัด 130:
 10.    ตตฺถ  ตตฺถ  สมฺมา  ปโยคปจฺจยา  อิชฺฌนฏฺเฐน  อิทฺธิ  ฤทธิ์ที่หมายความว่าเป็นเครื่องสำเร็จ  เพราะความประกอบโดยชอบในกิจนั้น ๆ  เป็นปัจจัย 10.    ตตฺถ  ตตฺถ  สมฺมา  ปโยคปจฺจยา  อิชฺฌนฏฺเฐน  อิทฺธิ  ฤทธิ์ที่หมายความว่าเป็นเครื่องสำเร็จ  เพราะความประกอบโดยชอบในกิจนั้น ๆ  เป็นปัจจัย
  
-'''1.  อธิฏฐานาอิทธิ'''+===1.  อธิฏฐานาอิทธิ===
  
 ในบรรดาฤทธิ์ทั้ง 10  อย่างนั้น  ฤทธิ์ที่ท่านจำแนกแสดงอย่างนี้ว่า  ตามปกติ พระโยคีเป็นคนคนเดียว  แต่นึกให้เป็นมากคนได้  คือให้เป็นร้อยคน  พันคน  หรือหมื่นคน พอนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยญาณว่า  ขอเราจงกลายเป็นคนหลายคนเถิด  ดังนี้  ชื่อว่า  อธิฏฐานาอิทธิ  เพราะสำเร็จด้วยอำนาจการอธิษฐาน ในบรรดาฤทธิ์ทั้ง 10  อย่างนั้น  ฤทธิ์ที่ท่านจำแนกแสดงอย่างนี้ว่า  ตามปกติ พระโยคีเป็นคนคนเดียว  แต่นึกให้เป็นมากคนได้  คือให้เป็นร้อยคน  พันคน  หรือหมื่นคน พอนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยญาณว่า  ขอเราจงกลายเป็นคนหลายคนเถิด  ดังนี้  ชื่อว่า  อธิฏฐานาอิทธิ  เพราะสำเร็จด้วยอำนาจการอธิษฐาน
บรรทัด 136: บรรทัด 136:
 <sub><fs smaller>''(หน้าที่  245)''</fs></sub> <sub><fs smaller>''(หน้าที่  245)''</fs></sub>
  
-'''2.  วิกุพพนาอิทธิ'''+===2.  วิกุพพนาอิทธิ===
  
 ฤทธิ์ที่มีมาอย่างนี้ว่า  พระโยคีนั้นละเพศปกติของตนแล้ว  แสดงเป็นเพศเด็กก็ได้ แสดงเป็นเพศนาคก็ได้ ฯลฯ  แสดงเป็นกบวนทัพหลาย ๆ วิธีก็ได้  อย่างนี้ชื่อว่า วิกุพฺพนาอิทฺธิ  เพราะแสดงให้เป็นไปด้วยอำนาจการละเพศเดิมของตนแล้วแสดงให้เป็นเพศต่าง ๆ ฤทธิ์ที่มีมาอย่างนี้ว่า  พระโยคีนั้นละเพศปกติของตนแล้ว  แสดงเป็นเพศเด็กก็ได้ แสดงเป็นเพศนาคก็ได้ ฯลฯ  แสดงเป็นกบวนทัพหลาย ๆ วิธีก็ได้  อย่างนี้ชื่อว่า วิกุพฺพนาอิทฺธิ  เพราะแสดงให้เป็นไปด้วยอำนาจการละเพศเดิมของตนแล้วแสดงให้เป็นเพศต่าง ๆ
  
-'''3. มโนมยาอิทธิ'''+===3. มโนมยาอิทธิ===
  
 ฤทธิ์ที่มีมาโดยความหมายอย่างนี้ว่า  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เนรมิตร่างกายเดิมเป็นกายอื่นให้เป็นรูปมีจิตใจ  อย่างนี้ชื่อว่า  มโนมยาอิทฺธิ  เพราะบันดาลให้สำเร็จเป็นสรีระอื่นที่มีจิตใจครอง ภายในสรีระร่างเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ฤทธิ์ที่มีมาโดยความหมายอย่างนี้ว่า  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เนรมิตร่างกายเดิมเป็นกายอื่นให้เป็นรูปมีจิตใจ  อย่างนี้ชื่อว่า  มโนมยาอิทฺธิ  เพราะบันดาลให้สำเร็จเป็นสรีระอื่นที่มีจิตใจครอง ภายในสรีระร่างเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก
  
-'''4.  ญาณวิปผาราอิทธิ'''+===4.  ญาณวิปผาราอิทธิ===
  
 ก็คุณวิเศษที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งญาณ  ในกาลก่อนหรือภายหลังแต่ความเป็นไปแห่งญาณก็ดี  ในขณะที่ญาณเป็นไปอยู่ก็ดี  ชื่อว่า  ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ  สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า  ฤทธิ์ชื่อว่า  ญาณวิปฺผารา  เพราะเป็นอรรถคือการละความสำคัญว่าเที่ยงย่อมสำเร็จได้ด้วยอนิจจานุปัสสนา  ฯลฯ ฤทธิ์ชื่อว่า  ญาณวิปฺผารา  เพราะโดยอรรถคือการละกิเลสได้ทั้งหมด  ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค  เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านพากุละ เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านสังกิจจะ  และเหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านภูตบาล  ฉะนั้น  ในท่านทั้ง 3  นั้นจะเล่าถึงเรื่องท่านพระพากุละเป็นอันดับแรก ก็คุณวิเศษที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งญาณ  ในกาลก่อนหรือภายหลังแต่ความเป็นไปแห่งญาณก็ดี  ในขณะที่ญาณเป็นไปอยู่ก็ดี  ชื่อว่า  ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ  สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า  ฤทธิ์ชื่อว่า  ญาณวิปฺผารา  เพราะเป็นอรรถคือการละความสำคัญว่าเที่ยงย่อมสำเร็จได้ด้วยอนิจจานุปัสสนา  ฯลฯ ฤทธิ์ชื่อว่า  ญาณวิปฺผารา  เพราะโดยอรรถคือการละกิเลสได้ทั้งหมด  ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค  เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านพากุละ เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านสังกิจจะ  และเหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านภูตบาล  ฉะนั้น  ในท่านทั้ง 3  นั้นจะเล่าถึงเรื่องท่านพระพากุละเป็นอันดับแรก
บรรทัด 164: บรรทัด 164:
 อีกเรื่องหนึ่ง  บิดาของเด็กภูตบาลเป็นคนยากจนเข็ญใจ  อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์  บิดากับเด็กภูตบาลนั้นขับเกวียนไปในดงเพื่อหาฟืน  พอทำการบรรทุกฟืนเรียบร้อยแล้ว ในเวลาเย็นกลับมาจะใกล้ประตูเมืองอยู่แล้ว  บังเอิญโคทั้งสองตัวของเขาเกิดพยศสลัดแอกออกวิ่งเข้าไปในเมือง  เขาจึงให้ลูกน้อยนั่งรออยู่ที่ใกล้เกวียน  แล้วตนเองก็รีบติดตามโคเข้าไปในเมืองอย่างไม่รอรี  เมื่อบิดาของเด็กนั้นยังมิทันได้ออกมา  นายทวารก็ปิดประตูเมืองเสียแล้ว  (จำต้องทิ้งลูกน้อยให้นอนอยู่นอกเมืองเพียงคนเดียว)  การที่เด็กอยู่นอกเมืองตลอด 3  ยามแห่งราตรี  ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน  ทั้งที่มียักษ์ร้ายเที่ยวสัญจรไปมาอยู่ก็ตาม  ดังนี้ชื่อว่า  ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ  คือฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องคุ้มครอง  โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วแล  อันเรื่องนี้ก็น่าเล่าให้พิสดาร อีกเรื่องหนึ่ง  บิดาของเด็กภูตบาลเป็นคนยากจนเข็ญใจ  อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์  บิดากับเด็กภูตบาลนั้นขับเกวียนไปในดงเพื่อหาฟืน  พอทำการบรรทุกฟืนเรียบร้อยแล้ว ในเวลาเย็นกลับมาจะใกล้ประตูเมืองอยู่แล้ว  บังเอิญโคทั้งสองตัวของเขาเกิดพยศสลัดแอกออกวิ่งเข้าไปในเมือง  เขาจึงให้ลูกน้อยนั่งรออยู่ที่ใกล้เกวียน  แล้วตนเองก็รีบติดตามโคเข้าไปในเมืองอย่างไม่รอรี  เมื่อบิดาของเด็กนั้นยังมิทันได้ออกมา  นายทวารก็ปิดประตูเมืองเสียแล้ว  (จำต้องทิ้งลูกน้อยให้นอนอยู่นอกเมืองเพียงคนเดียว)  การที่เด็กอยู่นอกเมืองตลอด 3  ยามแห่งราตรี  ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน  ทั้งที่มียักษ์ร้ายเที่ยวสัญจรไปมาอยู่ก็ตาม  ดังนี้ชื่อว่า  ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ  คือฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องคุ้มครอง  โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วแล  อันเรื่องนี้ก็น่าเล่าให้พิสดาร
  
-'''5. สมาธิวิปผาราอิทธิ'''+===5. สมาธิวิปผาราอิทธิ===
  
 คุณวิเศษที่เกิดด้วยอำนาจสมถะในกาลก่อน  หรือภายหลังสมาธิ  หรือในขณะแห่งสมาธินั้น  ชื่อว่า  สมาธิวิปฺผาราอิทฺธิ  คือฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ  สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ คุณวิเศษที่เกิดด้วยอำนาจสมถะในกาลก่อน  หรือภายหลังสมาธิ  หรือในขณะแห่งสมาธินั้น  ชื่อว่า  สมาธิวิปฺผาราอิทฺธิ  คือฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ  สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้
บรรทัด 196: บรรทัด 196:
 พระอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน  ทรงพระนามว่า  พระนางเจ้าสามาวดี  มาคัณฑิยพราหมณ์ปรารถนาตำแหน่งอัครมเหสีแก่ธิดาของตน  จึงใช้ไห้คนเอางูพิษใส่เข้าไปในพิณของพระนางสามาวดีนั้นแล้ว  ทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า  ข้าแต่มหาราชเจ้า  พระนางสามาวดีทรงคิดจะปลงพระชนม์พระองค์  จึงจับเอางูพิษใส่ไว้ในพิณ  พระราชาทอดพระเนตรเห็นงูพิษนั้นแล้วก็ทรงกริ้ว  ทรงพระราชดำริว่า  เราจักฆ่านางสามาวดี  จึงยกธนูขึ้นแล้วสอดสายธนูอันกำซาบด้วยยาพิษเข้า  พระนางสามาวดีพร้อมทั้งบริวารจึงแผ่เมตตาไปยังพระราชา  พระราชาไม่สามารถจะยิงลูกศรไปได้  และจะลดคันศรลงก็ไม่ได้  ได้ทรงยืนสั่นอยู่  ลำดับนั้นพระราชเทวีจึงกราบทูลท้าวเธอว่า  ข้าแต่มหาราชเจ้า  ทรงลำบากหรือไม่พระเจ้าข้า  พระราชาตรัสสารภาพว่า  จ้ะ  ฉันกำลังลำบาก  พระนางเจ้าจึงกราบทูลว่า  ถ้าอย่างนั้น  ขอพระองค์จงทรงลดธนูลงเถิด  ลูกศรตกลงแล้วในที่ใกล้พระบาทพระราชาทันที  ครานั้น  พระเทวีจึงทรงสั่งสอนท้าวเธอว่า  ข้าแต่มหาราชเจ้า  บุคคลไม่ควรทำร้ายต่อผู้ที่มิได้ทำร้าย  การที่พระราชาไม่สามารถจะปล่อยลูกศรไปได้ดังที่ได้บรรยายมานั้น  ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ  ของพระนางสามาวดีอุบาสิกาแล พระอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน  ทรงพระนามว่า  พระนางเจ้าสามาวดี  มาคัณฑิยพราหมณ์ปรารถนาตำแหน่งอัครมเหสีแก่ธิดาของตน  จึงใช้ไห้คนเอางูพิษใส่เข้าไปในพิณของพระนางสามาวดีนั้นแล้ว  ทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า  ข้าแต่มหาราชเจ้า  พระนางสามาวดีทรงคิดจะปลงพระชนม์พระองค์  จึงจับเอางูพิษใส่ไว้ในพิณ  พระราชาทอดพระเนตรเห็นงูพิษนั้นแล้วก็ทรงกริ้ว  ทรงพระราชดำริว่า  เราจักฆ่านางสามาวดี  จึงยกธนูขึ้นแล้วสอดสายธนูอันกำซาบด้วยยาพิษเข้า  พระนางสามาวดีพร้อมทั้งบริวารจึงแผ่เมตตาไปยังพระราชา  พระราชาไม่สามารถจะยิงลูกศรไปได้  และจะลดคันศรลงก็ไม่ได้  ได้ทรงยืนสั่นอยู่  ลำดับนั้นพระราชเทวีจึงกราบทูลท้าวเธอว่า  ข้าแต่มหาราชเจ้า  ทรงลำบากหรือไม่พระเจ้าข้า  พระราชาตรัสสารภาพว่า  จ้ะ  ฉันกำลังลำบาก  พระนางเจ้าจึงกราบทูลว่า  ถ้าอย่างนั้น  ขอพระองค์จงทรงลดธนูลงเถิด  ลูกศรตกลงแล้วในที่ใกล้พระบาทพระราชาทันที  ครานั้น  พระเทวีจึงทรงสั่งสอนท้าวเธอว่า  ข้าแต่มหาราชเจ้า  บุคคลไม่ควรทำร้ายต่อผู้ที่มิได้ทำร้าย  การที่พระราชาไม่สามารถจะปล่อยลูกศรไปได้ดังที่ได้บรรยายมานั้น  ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ  ของพระนางสามาวดีอุบาสิกาแล
  
-'''6.  อริยาอิทธิ'''+===6.  อริยาอิทธิ===
  
 ก็การอยู่ของท่านผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลเป็นต้นว่าเป็นของไม่ปฏิกูลเป็นต้นอยู่เป็นนิตย์  ชื่อว่า  อริยาอิทฺธิ  คือฤทธิ์ของพระอริยะ  สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ฤทธิ์ ก็การอยู่ของท่านผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลเป็นต้นว่าเป็นของไม่ปฏิกูลเป็นต้นอยู่เป็นนิตย์  ชื่อว่า  อริยาอิทฺธิ  คือฤทธิ์ของพระอริยะ  สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ฤทธิ์
บรรทัด 204: บรรทัด 204:
 ของพระอริยะเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้  หากจะหวังว่าเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ดังนี้ไซร้  เธอย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่เป็นของปฏิกูลในของที่ปฏิกูลนั้นอยู่ ฯลฯ  เป็นผู้วางเฉยมีสตินึกรู้สึกอยู่ในของปฏิกูลนั้นดังนี้  ก็ฤทธิ์นี้ท่าน  เรียกว่า  อริยาอิทฺธิ  ฤทธิ์ของพระอริยะ  เพราะบังเกิดแก่พระอริยะทั้งหลาย  ผู้มีความเชี่ยวชาญทางใจอย่างเดียว  จริงอยู่  พระขีณาสพผู้ประกอบด้วยฤทธิ์นี้  ย่อมทำการแผ่เมตตาหรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุไปในวัตถุที่ปฏิกูลไม่น่าปรารถนา  เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่น่าเกลียดอยู่  และทำการแผ่โดยเป็นของไม่งาม  หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยง  ในวัตถุที่ไม่น่าเกลียด  คือที่น่าปรารถนา  เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าเป็นของปฏิกูลอยู่  อนึ่ง  ย่อมทำการแผ่เมตตา  หรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุนั้นแล  ในของทั้งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูล  เป็นผู้มีความสำคัญใน  ของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่า  ไม่ปฏิกูลอยู่  และทำการแผ่ว่าไม่งาม  หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยงนั่นแล  ในวัตถุทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูล  เป็นผู้มีความสำคัญหมายในของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของ  ปฏิกูลอยู่  อนึ่ง  ท่านยังอุเบกขามีองค์ 6  ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า  เห็นรูปด้วยตา  แล้วไม่ดีใจไม่เสียใจให้เป็นไปอยู่  ย่อมพรากห่วงทั้ง 2  คือทั้งในปฏิกูลและไม่ปฏิกูล  วางเฉย  มีสติรู้สึกอยู่  ก็เนื้อความนี้แหละท่านจำแนกไว้ในปฏิสัมภิทาโดยนัยเป็นต้นว่า  อย่างไร  ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่ปฏิกูลในของปฏิกูลอยู่  คือ  ภิกษุแผ่เมตตา  หรือน้อมนำไปโดยธาตุในวัตถุอันไม่น่าปรารถนาเป็นต้น  ดังนี้  ฤทธิ์ดังกล่าวมานี้  ท่านเรียกว่า  ฤทธิ์ของพระอริยะ  เพราะบังเกิดเฉพาะแก่ผู้ประเสริฐ  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางใจดังนี้แล ของพระอริยะเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้  หากจะหวังว่าเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ดังนี้ไซร้  เธอย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่เป็นของปฏิกูลในของที่ปฏิกูลนั้นอยู่ ฯลฯ  เป็นผู้วางเฉยมีสตินึกรู้สึกอยู่ในของปฏิกูลนั้นดังนี้  ก็ฤทธิ์นี้ท่าน  เรียกว่า  อริยาอิทฺธิ  ฤทธิ์ของพระอริยะ  เพราะบังเกิดแก่พระอริยะทั้งหลาย  ผู้มีความเชี่ยวชาญทางใจอย่างเดียว  จริงอยู่  พระขีณาสพผู้ประกอบด้วยฤทธิ์นี้  ย่อมทำการแผ่เมตตาหรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุไปในวัตถุที่ปฏิกูลไม่น่าปรารถนา  เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่น่าเกลียดอยู่  และทำการแผ่โดยเป็นของไม่งาม  หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยง  ในวัตถุที่ไม่น่าเกลียด  คือที่น่าปรารถนา  เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าเป็นของปฏิกูลอยู่  อนึ่ง  ย่อมทำการแผ่เมตตา  หรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุนั้นแล  ในของทั้งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูล  เป็นผู้มีความสำคัญใน  ของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่า  ไม่ปฏิกูลอยู่  และทำการแผ่ว่าไม่งาม  หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยงนั่นแล  ในวัตถุทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูล  เป็นผู้มีความสำคัญหมายในของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของ  ปฏิกูลอยู่  อนึ่ง  ท่านยังอุเบกขามีองค์ 6  ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า  เห็นรูปด้วยตา  แล้วไม่ดีใจไม่เสียใจให้เป็นไปอยู่  ย่อมพรากห่วงทั้ง 2  คือทั้งในปฏิกูลและไม่ปฏิกูล  วางเฉย  มีสติรู้สึกอยู่  ก็เนื้อความนี้แหละท่านจำแนกไว้ในปฏิสัมภิทาโดยนัยเป็นต้นว่า  อย่างไร  ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่ปฏิกูลในของปฏิกูลอยู่  คือ  ภิกษุแผ่เมตตา  หรือน้อมนำไปโดยธาตุในวัตถุอันไม่น่าปรารถนาเป็นต้น  ดังนี้  ฤทธิ์ดังกล่าวมานี้  ท่านเรียกว่า  ฤทธิ์ของพระอริยะ  เพราะบังเกิดเฉพาะแก่ผู้ประเสริฐ  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางใจดังนี้แล
  
-'''7.  กัมมวิปากชาอิทธิ'''+===7.  กัมมวิปากชาอิทธิ===
  
 ก็กิริยาที่บินไปในกลางหาวเป็นต้นแห่งหมู่นกเป็นต้น  ชื่อว่า  กมฺมวิปากชาอิทฺธิ  ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม  สมดังที่ท่านแสดงไว้ว่า  ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรมเป็นไฉน ?   คือฤทธิ์ของนกทุกจำพวก  ของเทวดาทุกจำพวก  ของมนุษย์บางพวก  ของสัตว์วินิปาติกะบางพวก  นี้ชื่อว่าฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม  จริงอยู่  บรรดาสัตว์ทั้งหมดนี้  การไปโดยอากาศเว้นขาดจากฌานและวิปัสสนา  ของนกทุกจำพวกและของเทวดาทั้งหมด  และของมนุษย์บางพวก ก็กิริยาที่บินไปในกลางหาวเป็นต้นแห่งหมู่นกเป็นต้น  ชื่อว่า  กมฺมวิปากชาอิทฺธิ  ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม  สมดังที่ท่านแสดงไว้ว่า  ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรมเป็นไฉน ?   คือฤทธิ์ของนกทุกจำพวก  ของเทวดาทุกจำพวก  ของมนุษย์บางพวก  ของสัตว์วินิปาติกะบางพวก  นี้ชื่อว่าฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม  จริงอยู่  บรรดาสัตว์ทั้งหมดนี้  การไปโดยอากาศเว้นขาดจากฌานและวิปัสสนา  ของนกทุกจำพวกและของเทวดาทั้งหมด  และของมนุษย์บางพวก
บรรทัด 212: บรรทัด 212:
 ผู้เกิดในต้นกัปป์ก็เหมือนกัน  อนึ่ง  การไปโดยอากาศของวินิปาติกะสัตว์บางพวกเป็นต้นว่านางยักษิณีชื่อปิยังกรมารดา  ชื่ออุตตรมารดา  ชื่อปุสสมิตตา ชื่อธรรมคุตตาเป็นต้น  ก็เช่นเดียวกัน  ชื่อว่า  กมฺมวิปากชาอิทฺธิ  ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม ผู้เกิดในต้นกัปป์ก็เหมือนกัน  อนึ่ง  การไปโดยอากาศของวินิปาติกะสัตว์บางพวกเป็นต้นว่านางยักษิณีชื่อปิยังกรมารดา  ชื่ออุตตรมารดา  ชื่อปุสสมิตตา ชื่อธรรมคุตตาเป็นต้น  ก็เช่นเดียวกัน  ชื่อว่า  กมฺมวิปากชาอิทฺธิ  ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม
  
-'''8.  ปุญญวโตอิทธิ'''+===8.  ปุญญวโตอิทธิ===
  
 ก็การไปกลางหาวเป็นต้น  ของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น  ชื่อว่า  ปุญฺญวโตอิทฺธิ  ฤทธิ์ของผู้มีบุญ  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ฤทธิ์ของผู้มีบุญเป็นไฉน ?  พระเจ้าจักรพรรดิ  พร้อมด้วยจตุรงคเสนา  จนชั้นคนผูกม้าและคนผู้โค  ก็ไปสู่กลางหาวได้  ฤทธิ์ของโชติกคฤหบดีผู้มีบุญ.....  ฤทธิ์ของท่านชฏิลคฤหบดีผู้มีบุญ.....  ฤทธิ์ของท่านโฆสกคฤหบดีผู้มีบุญ....ฤทธิ์ของท่านมณฑกคฤหบดีผู้มีบุญ.....ฤทธิ์ของผู้มีบุญมากทั้ง 5 ท่าน  ก็ไปสู่กลางหาวได้  เหมือนกัน  ก็ว่าโดยสังเขป  คุณพิเศษซึ่งสำเร็จในเมื่อบุญสมภารถึงแก่ความเต็มที่แล้ว  ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ  ก็ในบรรดาผู้มีบุญเหล่านั้น  สำหรับท่านโชติกคฤหบดี มีปราสาทแก้วมณี  และต้นกัลปพฤกษ์ 64  ต้น  ชำแรกแผ่นดินขึ้นมาปรากฏ  ดังนี้ชื่อว่า  ฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับท่านโชติกะนั้น  ภูเขาทองคำสูง 80  ศอกเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านชฏิละ นี้ชื่อฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับชฏิลคฤหบดีนั้น  ความไม่มีโรคของท่านโฆสกะ  แม้ในเมื่อถูกท่านเศรษฐีทำความพยายามเพื่อจะฆ่าในที่ทั้ง 7  แห่ง นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ  การที่แพะทำด้วยแก้ว 7 ประการ  ปรากฏแก่ท่านเมณฑกะ  ในที่นาเพียงแต่ไถได้รอยเดียว  นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ  ธรรมดาว่าบุคคลผู้มีบุญมาก 5  คน  คือ  เมณฑกเศรษฐี 1  นางจันทปทุมาภรรยาเศรษฐีนั้น 1  นายธนัญชัยเศรษฐีบุตร 1  นางสุมนเทวีลูกสะใภ้ 1  นายปุณณะคนรับใช้ 1  ในคนทั้ง 5  นั้น  ในเวลาที่เศรษฐีดำกล้าแล้วแหงนดูอากาศ   ฉาง 1,250  ฉางย่อมเต็มด้วยข้าวสาลีแดงอันตกจากอากาศ  เมื่อภิริยาถือข้าวสุกแม้เพียงทะนานหนึ่งเลี้ยงชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นภัตไม่ได้สิ้นไปเลย  เมื่อบุตรถือถุงบรรจุกหาปณะพันหนึ่ง  ให้แม้แก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นอยู่กหาปณะก็ไม่ได้หมดสิ้นไปเลย  เมื่อลูกสะใภ้ถือข้าวเปลือกเพียงทะนานเดียวแจกให้แม้แก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น  ข้าวเปลือกก็มิได้หมดสิ้นไปเลย  เมื่อทาสเอาไถอันเดียวไถอยู่  เป็นรอยถึง 14  รอยคือ  ข้างนี้ 7 รอย  ข้างโน้น 7  รอย  นี้ชื่อว่าฤทธิ์แห่งผู้มีบุญของชนเหล่านั้น ก็การไปกลางหาวเป็นต้น  ของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น  ชื่อว่า  ปุญฺญวโตอิทฺธิ  ฤทธิ์ของผู้มีบุญ  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ฤทธิ์ของผู้มีบุญเป็นไฉน ?  พระเจ้าจักรพรรดิ  พร้อมด้วยจตุรงคเสนา  จนชั้นคนผูกม้าและคนผู้โค  ก็ไปสู่กลางหาวได้  ฤทธิ์ของโชติกคฤหบดีผู้มีบุญ.....  ฤทธิ์ของท่านชฏิลคฤหบดีผู้มีบุญ.....  ฤทธิ์ของท่านโฆสกคฤหบดีผู้มีบุญ....ฤทธิ์ของท่านมณฑกคฤหบดีผู้มีบุญ.....ฤทธิ์ของผู้มีบุญมากทั้ง 5 ท่าน  ก็ไปสู่กลางหาวได้  เหมือนกัน  ก็ว่าโดยสังเขป  คุณพิเศษซึ่งสำเร็จในเมื่อบุญสมภารถึงแก่ความเต็มที่แล้ว  ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ  ก็ในบรรดาผู้มีบุญเหล่านั้น  สำหรับท่านโชติกคฤหบดี มีปราสาทแก้วมณี  และต้นกัลปพฤกษ์ 64  ต้น  ชำแรกแผ่นดินขึ้นมาปรากฏ  ดังนี้ชื่อว่า  ฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับท่านโชติกะนั้น  ภูเขาทองคำสูง 80  ศอกเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านชฏิละ นี้ชื่อฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับชฏิลคฤหบดีนั้น  ความไม่มีโรคของท่านโฆสกะ  แม้ในเมื่อถูกท่านเศรษฐีทำความพยายามเพื่อจะฆ่าในที่ทั้ง 7  แห่ง นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ  การที่แพะทำด้วยแก้ว 7 ประการ  ปรากฏแก่ท่านเมณฑกะ  ในที่นาเพียงแต่ไถได้รอยเดียว  นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ  ธรรมดาว่าบุคคลผู้มีบุญมาก 5  คน  คือ  เมณฑกเศรษฐี 1  นางจันทปทุมาภรรยาเศรษฐีนั้น 1  นายธนัญชัยเศรษฐีบุตร 1  นางสุมนเทวีลูกสะใภ้ 1  นายปุณณะคนรับใช้ 1  ในคนทั้ง 5  นั้น  ในเวลาที่เศรษฐีดำกล้าแล้วแหงนดูอากาศ   ฉาง 1,250  ฉางย่อมเต็มด้วยข้าวสาลีแดงอันตกจากอากาศ  เมื่อภิริยาถือข้าวสุกแม้เพียงทะนานหนึ่งเลี้ยงชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นภัตไม่ได้สิ้นไปเลย  เมื่อบุตรถือถุงบรรจุกหาปณะพันหนึ่ง  ให้แม้แก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นอยู่กหาปณะก็ไม่ได้หมดสิ้นไปเลย  เมื่อลูกสะใภ้ถือข้าวเปลือกเพียงทะนานเดียวแจกให้แม้แก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น  ข้าวเปลือกก็มิได้หมดสิ้นไปเลย  เมื่อทาสเอาไถอันเดียวไถอยู่  เป็นรอยถึง 14  รอยคือ  ข้างนี้ 7 รอย  ข้างโน้น 7  รอย  นี้ชื่อว่าฤทธิ์แห่งผู้มีบุญของชนเหล่านั้น
บรรทัด 218: บรรทัด 218:
 <sub><fs smaller>''(หน้าที่  251)''</fs></sub> <sub><fs smaller>''(หน้าที่  251)''</fs></sub>
  
-'''9.  วิชชามยาอิทธิ'''+===9.  วิชชามยาอิทธิ===
  
 ก็การไปในกลางหาวเป็นต้น  ของพวกวิชาธรเป็นต้น  ชื่อว่า วิชฺชามยาอิทฺธิ  ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิทยา  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยวิทยาเป็นไฉน ? พวกวิชาธรร่ายวิทยาแล้วไปสู่เวหาส  แสดงช้างในอากาศอันเวิ้งว้างก็ได้ ฯลฯ  แสดงเป็นกองทัพให้เป็นหลายกองก็ได้   ก็การไปในกลางหาวเป็นต้น  ของพวกวิชาธรเป็นต้น  ชื่อว่า วิชฺชามยาอิทฺธิ  ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิทยา  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยวิทยาเป็นไฉน ? พวกวิชาธรร่ายวิทยาแล้วไปสู่เวหาส  แสดงช้างในอากาศอันเวิ้งว้างก็ได้ ฯลฯ  แสดงเป็นกองทัพให้เป็นหลายกองก็ได้  
  
-'''10.  อิชฌนัฏเฐนอิทธิ'''+===10.  อิชฌนัฏเฐนอิทธิ===
  
 ส่วนว่า  ความสำเร็จแห่งการงานนั้น ๆ  ด้วยความเพียรพยายามที่ถูกต้องนั้น ๆ  ชื่อว่าฤทธิ์  เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรชอบในกิจนั้น ๆ  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ชื่อว่าฤทธิ์  เพราะสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ  เพราะอรรถคือการละกามฉันทะสำเร็จได้ด้วยเนกขัมมะ  ฯลฯ  ชื่อว่าฤทธิ์เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ  เพราะอรรถคือการละกิเลสทุกอย่าง  ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค  ดังนี้  ก็บาลีในที่นี้เหมือนบาลีก่อนนั่นเอง  แต่นำมาอีกก็มุ่งที่จะแสดงถึงความเพียรพยายามชอบคือข้อปฏิบัติที่แท้จริง  แต่ในอรรถกถาที่เกี่ยวกับเรื่องฤทธิ์นี้ ท่านอธิบายไว้ว่า  ศิลปกรรมบางอย่างเช่นการจัดขบวนเกวียนเป็นต้น  เวชกรรมบางอย่าง  การเล่าเรียนจนจบไตรเภท  การเล่าเรียนจนจบพระไตรปิฏก  โดยที่สุดคุณวิเศษที่เกิดขึ้น  เพราะกรรมนั้น ๆ  จนชั้นการไถและการหว่านเป็นต้น  ก็ชื่อว่าฤทธิ์  เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในกิจการงานนั้น ๆ ส่วนว่า  ความสำเร็จแห่งการงานนั้น ๆ  ด้วยความเพียรพยายามที่ถูกต้องนั้น ๆ  ชื่อว่าฤทธิ์  เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรชอบในกิจนั้น ๆ  สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ชื่อว่าฤทธิ์  เพราะสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ  เพราะอรรถคือการละกามฉันทะสำเร็จได้ด้วยเนกขัมมะ  ฯลฯ  ชื่อว่าฤทธิ์เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ  เพราะอรรถคือการละกิเลสทุกอย่าง  ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค  ดังนี้  ก็บาลีในที่นี้เหมือนบาลีก่อนนั่นเอง  แต่นำมาอีกก็มุ่งที่จะแสดงถึงความเพียรพยายามชอบคือข้อปฏิบัติที่แท้จริง  แต่ในอรรถกถาที่เกี่ยวกับเรื่องฤทธิ์นี้ ท่านอธิบายไว้ว่า  ศิลปกรรมบางอย่างเช่นการจัดขบวนเกวียนเป็นต้น  เวชกรรมบางอย่าง  การเล่าเรียนจนจบไตรเภท  การเล่าเรียนจนจบพระไตรปิฏก  โดยที่สุดคุณวิเศษที่เกิดขึ้น  เพราะกรรมนั้น ๆ  จนชั้นการไถและการหว่านเป็นต้น  ก็ชื่อว่าฤทธิ์  เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในกิจการงานนั้น ๆ