| |
| วิสุทธิมรรค_12_อิทธิวิธนิทเทส [2021/01/02 13:14] – ถูกสร้าง - แก้ไขภายนอก 127.0.0.1 | วิสุทธิมรรค_12_อิทธิวิธนิทเทส [2025/12/30 08:01] (ฉบับปัจจุบัน) – dhamma |
|---|
| 10. ตตฺถ ตตฺถ สมฺมา ปโยคปจฺจยา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิ ฤทธิ์ที่หมายความว่าเป็นเครื่องสำเร็จ เพราะความประกอบโดยชอบในกิจนั้น ๆ เป็นปัจจัย | 10. ตตฺถ ตตฺถ สมฺมา ปโยคปจฺจยา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิ ฤทธิ์ที่หมายความว่าเป็นเครื่องสำเร็จ เพราะความประกอบโดยชอบในกิจนั้น ๆ เป็นปัจจัย |
| |
| '''1. อธิฏฐานาอิทธิ''' | ===1. อธิฏฐานาอิทธิ=== |
| |
| ในบรรดาฤทธิ์ทั้ง 10 อย่างนั้น ฤทธิ์ที่ท่านจำแนกแสดงอย่างนี้ว่า ตามปกติ พระโยคีเป็นคนคนเดียว แต่นึกให้เป็นมากคนได้ คือให้เป็นร้อยคน พันคน หรือหมื่นคน พอนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยญาณว่า ขอเราจงกลายเป็นคนหลายคนเถิด ดังนี้ ชื่อว่า อธิฏฐานาอิทธิ เพราะสำเร็จด้วยอำนาจการอธิษฐาน | ในบรรดาฤทธิ์ทั้ง 10 อย่างนั้น ฤทธิ์ที่ท่านจำแนกแสดงอย่างนี้ว่า ตามปกติ พระโยคีเป็นคนคนเดียว แต่นึกให้เป็นมากคนได้ คือให้เป็นร้อยคน พันคน หรือหมื่นคน พอนึกแล้วจึงอธิษฐานด้วยญาณว่า ขอเราจงกลายเป็นคนหลายคนเถิด ดังนี้ ชื่อว่า อธิฏฐานาอิทธิ เพราะสำเร็จด้วยอำนาจการอธิษฐาน |
| <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 245)''</fs></sub> | <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 245)''</fs></sub> |
| |
| '''2. วิกุพพนาอิทธิ''' | ===2. วิกุพพนาอิทธิ=== |
| |
| ฤทธิ์ที่มีมาอย่างนี้ว่า พระโยคีนั้นละเพศปกติของตนแล้ว แสดงเป็นเพศเด็กก็ได้ แสดงเป็นเพศนาคก็ได้ ฯลฯ แสดงเป็นกบวนทัพหลาย ๆ วิธีก็ได้ อย่างนี้ชื่อว่า วิกุพฺพนาอิทฺธิ เพราะแสดงให้เป็นไปด้วยอำนาจการละเพศเดิมของตนแล้วแสดงให้เป็นเพศต่าง ๆ | ฤทธิ์ที่มีมาอย่างนี้ว่า พระโยคีนั้นละเพศปกติของตนแล้ว แสดงเป็นเพศเด็กก็ได้ แสดงเป็นเพศนาคก็ได้ ฯลฯ แสดงเป็นกบวนทัพหลาย ๆ วิธีก็ได้ อย่างนี้ชื่อว่า วิกุพฺพนาอิทฺธิ เพราะแสดงให้เป็นไปด้วยอำนาจการละเพศเดิมของตนแล้วแสดงให้เป็นเพศต่าง ๆ |
| |
| '''3. มโนมยาอิทธิ''' | ===3. มโนมยาอิทธิ=== |
| |
| ฤทธิ์ที่มีมาโดยความหมายอย่างนี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เนรมิตร่างกายเดิมเป็นกายอื่นให้เป็นรูปมีจิตใจ อย่างนี้ชื่อว่า มโนมยาอิทฺธิ เพราะบันดาลให้สำเร็จเป็นสรีระอื่นที่มีจิตใจครอง ภายในสรีระร่างเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก | ฤทธิ์ที่มีมาโดยความหมายอย่างนี้ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เนรมิตร่างกายเดิมเป็นกายอื่นให้เป็นรูปมีจิตใจ อย่างนี้ชื่อว่า มโนมยาอิทฺธิ เพราะบันดาลให้สำเร็จเป็นสรีระอื่นที่มีจิตใจครอง ภายในสรีระร่างเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก |
| |
| '''4. ญาณวิปผาราอิทธิ''' | ===4. ญาณวิปผาราอิทธิ=== |
| |
| ก็คุณวิเศษที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งญาณ ในกาลก่อนหรือภายหลังแต่ความเป็นไปแห่งญาณก็ดี ในขณะที่ญาณเป็นไปอยู่ก็ดี ชื่อว่า ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า ฤทธิ์ชื่อว่า ญาณวิปฺผารา เพราะเป็นอรรถคือการละความสำคัญว่าเที่ยงย่อมสำเร็จได้ด้วยอนิจจานุปัสสนา ฯลฯ ฤทธิ์ชื่อว่า ญาณวิปฺผารา เพราะโดยอรรถคือการละกิเลสได้ทั้งหมด ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านพากุละ เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านสังกิจจะ และเหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านภูตบาล ฉะนั้น ในท่านทั้ง 3 นั้นจะเล่าถึงเรื่องท่านพระพากุละเป็นอันดับแรก | ก็คุณวิเศษที่เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งญาณ ในกาลก่อนหรือภายหลังแต่ความเป็นไปแห่งญาณก็ดี ในขณะที่ญาณเป็นไปอยู่ก็ดี ชื่อว่า ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า ฤทธิ์ชื่อว่า ญาณวิปฺผารา เพราะเป็นอรรถคือการละความสำคัญว่าเที่ยงย่อมสำเร็จได้ด้วยอนิจจานุปัสสนา ฯลฯ ฤทธิ์ชื่อว่า ญาณวิปฺผารา เพราะโดยอรรถคือการละกิเลสได้ทั้งหมด ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านพากุละ เหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านสังกิจจะ และเหมือนฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องของท่านภูตบาล ฉะนั้น ในท่านทั้ง 3 นั้นจะเล่าถึงเรื่องท่านพระพากุละเป็นอันดับแรก |
| อีกเรื่องหนึ่ง บิดาของเด็กภูตบาลเป็นคนยากจนเข็ญใจ อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ บิดากับเด็กภูตบาลนั้นขับเกวียนไปในดงเพื่อหาฟืน พอทำการบรรทุกฟืนเรียบร้อยแล้ว ในเวลาเย็นกลับมาจะใกล้ประตูเมืองอยู่แล้ว บังเอิญโคทั้งสองตัวของเขาเกิดพยศสลัดแอกออกวิ่งเข้าไปในเมือง เขาจึงให้ลูกน้อยนั่งรออยู่ที่ใกล้เกวียน แล้วตนเองก็รีบติดตามโคเข้าไปในเมืองอย่างไม่รอรี เมื่อบิดาของเด็กนั้นยังมิทันได้ออกมา นายทวารก็ปิดประตูเมืองเสียแล้ว (จำต้องทิ้งลูกน้อยให้นอนอยู่นอกเมืองเพียงคนเดียว) การที่เด็กอยู่นอกเมืองตลอด 3 ยามแห่งราตรี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ทั้งที่มียักษ์ร้ายเที่ยวสัญจรไปมาอยู่ก็ตาม ดังนี้ชื่อว่า ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ คือฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องคุ้มครอง โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วแล อันเรื่องนี้ก็น่าเล่าให้พิสดาร | อีกเรื่องหนึ่ง บิดาของเด็กภูตบาลเป็นคนยากจนเข็ญใจ อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ บิดากับเด็กภูตบาลนั้นขับเกวียนไปในดงเพื่อหาฟืน พอทำการบรรทุกฟืนเรียบร้อยแล้ว ในเวลาเย็นกลับมาจะใกล้ประตูเมืองอยู่แล้ว บังเอิญโคทั้งสองตัวของเขาเกิดพยศสลัดแอกออกวิ่งเข้าไปในเมือง เขาจึงให้ลูกน้อยนั่งรออยู่ที่ใกล้เกวียน แล้วตนเองก็รีบติดตามโคเข้าไปในเมืองอย่างไม่รอรี เมื่อบิดาของเด็กนั้นยังมิทันได้ออกมา นายทวารก็ปิดประตูเมืองเสียแล้ว (จำต้องทิ้งลูกน้อยให้นอนอยู่นอกเมืองเพียงคนเดียว) การที่เด็กอยู่นอกเมืองตลอด 3 ยามแห่งราตรี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ทั้งที่มียักษ์ร้ายเที่ยวสัญจรไปมาอยู่ก็ตาม ดังนี้ชื่อว่า ญาณวิปฺผาราอิทฺธิ คือฤทธิ์ที่มีญาณปกป้องคุ้มครอง โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วแล อันเรื่องนี้ก็น่าเล่าให้พิสดาร |
| |
| '''5. สมาธิวิปผาราอิทธิ''' | ===5. สมาธิวิปผาราอิทธิ=== |
| |
| คุณวิเศษที่เกิดด้วยอำนาจสมถะในกาลก่อน หรือภายหลังสมาธิ หรือในขณะแห่งสมาธินั้น ชื่อว่า สมาธิวิปฺผาราอิทฺธิ คือฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ | คุณวิเศษที่เกิดด้วยอำนาจสมถะในกาลก่อน หรือภายหลังสมาธิ หรือในขณะแห่งสมาธินั้น ชื่อว่า สมาธิวิปฺผาราอิทฺธิ คือฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ |
| พระอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน ทรงพระนามว่า พระนางเจ้าสามาวดี มาคัณฑิยพราหมณ์ปรารถนาตำแหน่งอัครมเหสีแก่ธิดาของตน จึงใช้ไห้คนเอางูพิษใส่เข้าไปในพิณของพระนางสามาวดีนั้นแล้ว ทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระนางสามาวดีทรงคิดจะปลงพระชนม์พระองค์ จึงจับเอางูพิษใส่ไว้ในพิณ พระราชาทอดพระเนตรเห็นงูพิษนั้นแล้วก็ทรงกริ้ว ทรงพระราชดำริว่า เราจักฆ่านางสามาวดี จึงยกธนูขึ้นแล้วสอดสายธนูอันกำซาบด้วยยาพิษเข้า พระนางสามาวดีพร้อมทั้งบริวารจึงแผ่เมตตาไปยังพระราชา พระราชาไม่สามารถจะยิงลูกศรไปได้ และจะลดคันศรลงก็ไม่ได้ ได้ทรงยืนสั่นอยู่ ลำดับนั้นพระราชเทวีจึงกราบทูลท้าวเธอว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ทรงลำบากหรือไม่พระเจ้าข้า พระราชาตรัสสารภาพว่า จ้ะ ฉันกำลังลำบาก พระนางเจ้าจึงกราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงทรงลดธนูลงเถิด ลูกศรตกลงแล้วในที่ใกล้พระบาทพระราชาทันที ครานั้น พระเทวีจึงทรงสั่งสอนท้าวเธอว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บุคคลไม่ควรทำร้ายต่อผู้ที่มิได้ทำร้าย การที่พระราชาไม่สามารถจะปล่อยลูกศรไปได้ดังที่ได้บรรยายมานั้น ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ ของพระนางสามาวดีอุบาสิกาแล | พระอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทน ทรงพระนามว่า พระนางเจ้าสามาวดี มาคัณฑิยพราหมณ์ปรารถนาตำแหน่งอัครมเหสีแก่ธิดาของตน จึงใช้ไห้คนเอางูพิษใส่เข้าไปในพิณของพระนางสามาวดีนั้นแล้ว ทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระนางสามาวดีทรงคิดจะปลงพระชนม์พระองค์ จึงจับเอางูพิษใส่ไว้ในพิณ พระราชาทอดพระเนตรเห็นงูพิษนั้นแล้วก็ทรงกริ้ว ทรงพระราชดำริว่า เราจักฆ่านางสามาวดี จึงยกธนูขึ้นแล้วสอดสายธนูอันกำซาบด้วยยาพิษเข้า พระนางสามาวดีพร้อมทั้งบริวารจึงแผ่เมตตาไปยังพระราชา พระราชาไม่สามารถจะยิงลูกศรไปได้ และจะลดคันศรลงก็ไม่ได้ ได้ทรงยืนสั่นอยู่ ลำดับนั้นพระราชเทวีจึงกราบทูลท้าวเธอว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ทรงลำบากหรือไม่พระเจ้าข้า พระราชาตรัสสารภาพว่า จ้ะ ฉันกำลังลำบาก พระนางเจ้าจึงกราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงทรงลดธนูลงเถิด ลูกศรตกลงแล้วในที่ใกล้พระบาทพระราชาทันที ครานั้น พระเทวีจึงทรงสั่งสอนท้าวเธอว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บุคคลไม่ควรทำร้ายต่อผู้ที่มิได้ทำร้าย การที่พระราชาไม่สามารถจะปล่อยลูกศรไปได้ดังที่ได้บรรยายมานั้น ชื่อว่าฤทธิ์ที่ปกป้องด้วยสมาธิ ของพระนางสามาวดีอุบาสิกาแล |
| |
| '''6. อริยาอิทธิ''' | ===6. อริยาอิทธิ=== |
| |
| ก็การอยู่ของท่านผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลเป็นต้นว่าเป็นของไม่ปฏิกูลเป็นต้นอยู่เป็นนิตย์ ชื่อว่า อริยาอิทฺธิ คือฤทธิ์ของพระอริยะ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฤทธิ์ | ก็การอยู่ของท่านผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลเป็นต้นว่าเป็นของไม่ปฏิกูลเป็นต้นอยู่เป็นนิตย์ ชื่อว่า อริยาอิทฺธิ คือฤทธิ์ของพระอริยะ สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฤทธิ์ |
| ของพระอริยะเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ หากจะหวังว่าเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ดังนี้ไซร้ เธอย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่เป็นของปฏิกูลในของที่ปฏิกูลนั้นอยู่ ฯลฯ เป็นผู้วางเฉยมีสตินึกรู้สึกอยู่ในของปฏิกูลนั้นดังนี้ ก็ฤทธิ์นี้ท่าน เรียกว่า อริยาอิทฺธิ ฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะบังเกิดแก่พระอริยะทั้งหลาย ผู้มีความเชี่ยวชาญทางใจอย่างเดียว จริงอยู่ พระขีณาสพผู้ประกอบด้วยฤทธิ์นี้ ย่อมทำการแผ่เมตตาหรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุไปในวัตถุที่ปฏิกูลไม่น่าปรารถนา เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่น่าเกลียดอยู่ และทำการแผ่โดยเป็นของไม่งาม หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยง ในวัตถุที่ไม่น่าเกลียด คือที่น่าปรารถนา เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ อนึ่ง ย่อมทำการแผ่เมตตา หรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุนั้นแล ในของทั้งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูล เป็นผู้มีความสำคัญใน ของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่า ไม่ปฏิกูลอยู่ และทำการแผ่ว่าไม่งาม หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยงนั่นแล ในวัตถุทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูล เป็นผู้มีความสำคัญหมายในของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของ ปฏิกูลอยู่ อนึ่ง ท่านยังอุเบกขามีองค์ 6 ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เห็นรูปด้วยตา แล้วไม่ดีใจไม่เสียใจให้เป็นไปอยู่ ย่อมพรากห่วงทั้ง 2 คือทั้งในปฏิกูลและไม่ปฏิกูล วางเฉย มีสติรู้สึกอยู่ ก็เนื้อความนี้แหละท่านจำแนกไว้ในปฏิสัมภิทาโดยนัยเป็นต้นว่า อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่ปฏิกูลในของปฏิกูลอยู่ คือ ภิกษุแผ่เมตตา หรือน้อมนำไปโดยธาตุในวัตถุอันไม่น่าปรารถนาเป็นต้น ดังนี้ ฤทธิ์ดังกล่าวมานี้ ท่านเรียกว่า ฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะบังเกิดเฉพาะแก่ผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางใจดังนี้แล | ของพระอริยะเป็นไฉน ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ หากจะหวังว่าเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญในของปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูลอยู่ดังนี้ไซร้ เธอย่อมเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่เป็นของปฏิกูลในของที่ปฏิกูลนั้นอยู่ ฯลฯ เป็นผู้วางเฉยมีสตินึกรู้สึกอยู่ในของปฏิกูลนั้นดังนี้ ก็ฤทธิ์นี้ท่าน เรียกว่า อริยาอิทฺธิ ฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะบังเกิดแก่พระอริยะทั้งหลาย ผู้มีความเชี่ยวชาญทางใจอย่างเดียว จริงอยู่ พระขีณาสพผู้ประกอบด้วยฤทธิ์นี้ ย่อมทำการแผ่เมตตาหรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุไปในวัตถุที่ปฏิกูลไม่น่าปรารถนา เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่น่าเกลียดอยู่ และทำการแผ่โดยเป็นของไม่งาม หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยง ในวัตถุที่ไม่น่าเกลียด คือที่น่าปรารถนา เป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าเป็นของปฏิกูลอยู่ อนึ่ง ย่อมทำการแผ่เมตตา หรือใฝ่ใจโดยความเป็นธาตุนั้นแล ในของทั้งที่ปฏิกูลและไม่ปฏิกูล เป็นผู้มีความสำคัญใน ของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่า ไม่ปฏิกูลอยู่ และทำการแผ่ว่าไม่งาม หรือใฝ่ใจว่าไม่เที่ยงนั่นแล ในวัตถุทั้งไม่ปฏิกูลและปฏิกูล เป็นผู้มีความสำคัญหมายในของปฏิกูลและไม่ปฏิกูลว่าเป็นของ ปฏิกูลอยู่ อนึ่ง ท่านยังอุเบกขามีองค์ 6 ซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เห็นรูปด้วยตา แล้วไม่ดีใจไม่เสียใจให้เป็นไปอยู่ ย่อมพรากห่วงทั้ง 2 คือทั้งในปฏิกูลและไม่ปฏิกูล วางเฉย มีสติรู้สึกอยู่ ก็เนื้อความนี้แหละท่านจำแนกไว้ในปฏิสัมภิทาโดยนัยเป็นต้นว่า อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีความสำคัญหมายว่าไม่ปฏิกูลในของปฏิกูลอยู่ คือ ภิกษุแผ่เมตตา หรือน้อมนำไปโดยธาตุในวัตถุอันไม่น่าปรารถนาเป็นต้น ดังนี้ ฤทธิ์ดังกล่าวมานี้ ท่านเรียกว่า ฤทธิ์ของพระอริยะ เพราะบังเกิดเฉพาะแก่ผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางใจดังนี้แล |
| |
| '''7. กัมมวิปากชาอิทธิ''' | ===7. กัมมวิปากชาอิทธิ=== |
| |
| ก็กิริยาที่บินไปในกลางหาวเป็นต้นแห่งหมู่นกเป็นต้น ชื่อว่า กมฺมวิปากชาอิทฺธิ ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม สมดังที่ท่านแสดงไว้ว่า ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรมเป็นไฉน ? คือฤทธิ์ของนกทุกจำพวก ของเทวดาทุกจำพวก ของมนุษย์บางพวก ของสัตว์วินิปาติกะบางพวก นี้ชื่อว่าฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม จริงอยู่ บรรดาสัตว์ทั้งหมดนี้ การไปโดยอากาศเว้นขาดจากฌานและวิปัสสนา ของนกทุกจำพวกและของเทวดาทั้งหมด และของมนุษย์บางพวก | ก็กิริยาที่บินไปในกลางหาวเป็นต้นแห่งหมู่นกเป็นต้น ชื่อว่า กมฺมวิปากชาอิทฺธิ ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม สมดังที่ท่านแสดงไว้ว่า ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรมเป็นไฉน ? คือฤทธิ์ของนกทุกจำพวก ของเทวดาทุกจำพวก ของมนุษย์บางพวก ของสัตว์วินิปาติกะบางพวก นี้ชื่อว่าฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม จริงอยู่ บรรดาสัตว์ทั้งหมดนี้ การไปโดยอากาศเว้นขาดจากฌานและวิปัสสนา ของนกทุกจำพวกและของเทวดาทั้งหมด และของมนุษย์บางพวก |
| ผู้เกิดในต้นกัปป์ก็เหมือนกัน อนึ่ง การไปโดยอากาศของวินิปาติกะสัตว์บางพวกเป็นต้นว่านางยักษิณีชื่อปิยังกรมารดา ชื่ออุตตรมารดา ชื่อปุสสมิตตา ชื่อธรรมคุตตาเป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน ชื่อว่า กมฺมวิปากชาอิทฺธิ ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม | ผู้เกิดในต้นกัปป์ก็เหมือนกัน อนึ่ง การไปโดยอากาศของวินิปาติกะสัตว์บางพวกเป็นต้นว่านางยักษิณีชื่อปิยังกรมารดา ชื่ออุตตรมารดา ชื่อปุสสมิตตา ชื่อธรรมคุตตาเป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน ชื่อว่า กมฺมวิปากชาอิทฺธิ ฤทธิ์เกิดแต่ผลของกรรม |
| |
| '''8. ปุญญวโตอิทธิ''' | ===8. ปุญญวโตอิทธิ=== |
| |
| ก็การไปกลางหาวเป็นต้น ของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น ชื่อว่า ปุญฺญวโตอิทฺธิ ฤทธิ์ของผู้มีบุญ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฤทธิ์ของผู้มีบุญเป็นไฉน ? พระเจ้าจักรพรรดิ พร้อมด้วยจตุรงคเสนา จนชั้นคนผูกม้าและคนผู้โค ก็ไปสู่กลางหาวได้ ฤทธิ์ของโชติกคฤหบดีผู้มีบุญ..... ฤทธิ์ของท่านชฏิลคฤหบดีผู้มีบุญ..... ฤทธิ์ของท่านโฆสกคฤหบดีผู้มีบุญ....ฤทธิ์ของท่านมณฑกคฤหบดีผู้มีบุญ.....ฤทธิ์ของผู้มีบุญมากทั้ง 5 ท่าน ก็ไปสู่กลางหาวได้ เหมือนกัน ก็ว่าโดยสังเขป คุณพิเศษซึ่งสำเร็จในเมื่อบุญสมภารถึงแก่ความเต็มที่แล้ว ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ก็ในบรรดาผู้มีบุญเหล่านั้น สำหรับท่านโชติกคฤหบดี มีปราสาทแก้วมณี และต้นกัลปพฤกษ์ 64 ต้น ชำแรกแผ่นดินขึ้นมาปรากฏ ดังนี้ชื่อว่า ฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับท่านโชติกะนั้น ภูเขาทองคำสูง 80 ศอกเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านชฏิละ นี้ชื่อฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับชฏิลคฤหบดีนั้น ความไม่มีโรคของท่านโฆสกะ แม้ในเมื่อถูกท่านเศรษฐีทำความพยายามเพื่อจะฆ่าในที่ทั้ง 7 แห่ง นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ การที่แพะทำด้วยแก้ว 7 ประการ ปรากฏแก่ท่านเมณฑกะ ในที่นาเพียงแต่ไถได้รอยเดียว นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ธรรมดาว่าบุคคลผู้มีบุญมาก 5 คน คือ เมณฑกเศรษฐี 1 นางจันทปทุมาภรรยาเศรษฐีนั้น 1 นายธนัญชัยเศรษฐีบุตร 1 นางสุมนเทวีลูกสะใภ้ 1 นายปุณณะคนรับใช้ 1 ในคนทั้ง 5 นั้น ในเวลาที่เศรษฐีดำกล้าแล้วแหงนดูอากาศ ฉาง 1,250 ฉางย่อมเต็มด้วยข้าวสาลีแดงอันตกจากอากาศ เมื่อภิริยาถือข้าวสุกแม้เพียงทะนานหนึ่งเลี้ยงชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นภัตไม่ได้สิ้นไปเลย เมื่อบุตรถือถุงบรรจุกหาปณะพันหนึ่ง ให้แม้แก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นอยู่กหาปณะก็ไม่ได้หมดสิ้นไปเลย เมื่อลูกสะใภ้ถือข้าวเปลือกเพียงทะนานเดียวแจกให้แม้แก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น ข้าวเปลือกก็มิได้หมดสิ้นไปเลย เมื่อทาสเอาไถอันเดียวไถอยู่ เป็นรอยถึง 14 รอยคือ ข้างนี้ 7 รอย ข้างโน้น 7 รอย นี้ชื่อว่าฤทธิ์แห่งผู้มีบุญของชนเหล่านั้น | ก็การไปกลางหาวเป็นต้น ของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น ชื่อว่า ปุญฺญวโตอิทฺธิ ฤทธิ์ของผู้มีบุญ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฤทธิ์ของผู้มีบุญเป็นไฉน ? พระเจ้าจักรพรรดิ พร้อมด้วยจตุรงคเสนา จนชั้นคนผูกม้าและคนผู้โค ก็ไปสู่กลางหาวได้ ฤทธิ์ของโชติกคฤหบดีผู้มีบุญ..... ฤทธิ์ของท่านชฏิลคฤหบดีผู้มีบุญ..... ฤทธิ์ของท่านโฆสกคฤหบดีผู้มีบุญ....ฤทธิ์ของท่านมณฑกคฤหบดีผู้มีบุญ.....ฤทธิ์ของผู้มีบุญมากทั้ง 5 ท่าน ก็ไปสู่กลางหาวได้ เหมือนกัน ก็ว่าโดยสังเขป คุณพิเศษซึ่งสำเร็จในเมื่อบุญสมภารถึงแก่ความเต็มที่แล้ว ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ก็ในบรรดาผู้มีบุญเหล่านั้น สำหรับท่านโชติกคฤหบดี มีปราสาทแก้วมณี และต้นกัลปพฤกษ์ 64 ต้น ชำแรกแผ่นดินขึ้นมาปรากฏ ดังนี้ชื่อว่า ฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับท่านโชติกะนั้น ภูเขาทองคำสูง 80 ศอกเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านชฏิละ นี้ชื่อฤทธิ์ของผู้มีบุญสำหรับชฏิลคฤหบดีนั้น ความไม่มีโรคของท่านโฆสกะ แม้ในเมื่อถูกท่านเศรษฐีทำความพยายามเพื่อจะฆ่าในที่ทั้ง 7 แห่ง นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ การที่แพะทำด้วยแก้ว 7 ประการ ปรากฏแก่ท่านเมณฑกะ ในที่นาเพียงแต่ไถได้รอยเดียว นี้ชื่อว่าฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ธรรมดาว่าบุคคลผู้มีบุญมาก 5 คน คือ เมณฑกเศรษฐี 1 นางจันทปทุมาภรรยาเศรษฐีนั้น 1 นายธนัญชัยเศรษฐีบุตร 1 นางสุมนเทวีลูกสะใภ้ 1 นายปุณณะคนรับใช้ 1 ในคนทั้ง 5 นั้น ในเวลาที่เศรษฐีดำกล้าแล้วแหงนดูอากาศ ฉาง 1,250 ฉางย่อมเต็มด้วยข้าวสาลีแดงอันตกจากอากาศ เมื่อภิริยาถือข้าวสุกแม้เพียงทะนานหนึ่งเลี้ยงชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นภัตไม่ได้สิ้นไปเลย เมื่อบุตรถือถุงบรรจุกหาปณะพันหนึ่ง ให้แม้แก่ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นอยู่กหาปณะก็ไม่ได้หมดสิ้นไปเลย เมื่อลูกสะใภ้ถือข้าวเปลือกเพียงทะนานเดียวแจกให้แม้แก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น ข้าวเปลือกก็มิได้หมดสิ้นไปเลย เมื่อทาสเอาไถอันเดียวไถอยู่ เป็นรอยถึง 14 รอยคือ ข้างนี้ 7 รอย ข้างโน้น 7 รอย นี้ชื่อว่าฤทธิ์แห่งผู้มีบุญของชนเหล่านั้น |
| <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 251)''</fs></sub> | <sub><fs smaller>''(หน้าที่ 251)''</fs></sub> |
| |
| '''9. วิชชามยาอิทธิ''' | ===9. วิชชามยาอิทธิ=== |
| |
| ก็การไปในกลางหาวเป็นต้น ของพวกวิชาธรเป็นต้น ชื่อว่า วิชฺชามยาอิทฺธิ ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิทยา สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยวิทยาเป็นไฉน ? พวกวิชาธรร่ายวิทยาแล้วไปสู่เวหาส แสดงช้างในอากาศอันเวิ้งว้างก็ได้ ฯลฯ แสดงเป็นกองทัพให้เป็นหลายกองก็ได้ | ก็การไปในกลางหาวเป็นต้น ของพวกวิชาธรเป็นต้น ชื่อว่า วิชฺชามยาอิทฺธิ ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิทยา สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยวิทยาเป็นไฉน ? พวกวิชาธรร่ายวิทยาแล้วไปสู่เวหาส แสดงช้างในอากาศอันเวิ้งว้างก็ได้ ฯลฯ แสดงเป็นกองทัพให้เป็นหลายกองก็ได้ |
| |
| '''10. อิชฌนัฏเฐนอิทธิ''' | ===10. อิชฌนัฏเฐนอิทธิ=== |
| |
| ส่วนว่า ความสำเร็จแห่งการงานนั้น ๆ ด้วยความเพียรพยายามที่ถูกต้องนั้น ๆ ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรชอบในกิจนั้น ๆ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ เพราะอรรถคือการละกามฉันทะสำเร็จได้ด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ ชื่อว่าฤทธิ์เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ เพราะอรรถคือการละกิเลสทุกอย่าง ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค ดังนี้ ก็บาลีในที่นี้เหมือนบาลีก่อนนั่นเอง แต่นำมาอีกก็มุ่งที่จะแสดงถึงความเพียรพยายามชอบคือข้อปฏิบัติที่แท้จริง แต่ในอรรถกถาที่เกี่ยวกับเรื่องฤทธิ์นี้ ท่านอธิบายไว้ว่า ศิลปกรรมบางอย่างเช่นการจัดขบวนเกวียนเป็นต้น เวชกรรมบางอย่าง การเล่าเรียนจนจบไตรเภท การเล่าเรียนจนจบพระไตรปิฏก โดยที่สุดคุณวิเศษที่เกิดขึ้น เพราะกรรมนั้น ๆ จนชั้นการไถและการหว่านเป็นต้น ก็ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในกิจการงานนั้น ๆ | ส่วนว่า ความสำเร็จแห่งการงานนั้น ๆ ด้วยความเพียรพยายามที่ถูกต้องนั้น ๆ ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรชอบในกิจนั้น ๆ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ เพราะอรรถคือการละกามฉันทะสำเร็จได้ด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ ชื่อว่าฤทธิ์เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในคุณความดีนั้น ๆ เพราะอรรถคือการละกิเลสทุกอย่าง ย่อมสำเร็จได้ด้วยอรหัตมรรค ดังนี้ ก็บาลีในที่นี้เหมือนบาลีก่อนนั่นเอง แต่นำมาอีกก็มุ่งที่จะแสดงถึงความเพียรพยายามชอบคือข้อปฏิบัติที่แท้จริง แต่ในอรรถกถาที่เกี่ยวกับเรื่องฤทธิ์นี้ ท่านอธิบายไว้ว่า ศิลปกรรมบางอย่างเช่นการจัดขบวนเกวียนเป็นต้น เวชกรรมบางอย่าง การเล่าเรียนจนจบไตรเภท การเล่าเรียนจนจบพระไตรปิฏก โดยที่สุดคุณวิเศษที่เกิดขึ้น เพราะกรรมนั้น ๆ จนชั้นการไถและการหว่านเป็นต้น ก็ชื่อว่าฤทธิ์ เพราะอรรถว่าสำเร็จแต่ปัจจัยคือความเพียรพยายามชอบในกิจการงานนั้น ๆ |