| การแก้ไขก่อนหน้าทั้งสองฝั่ง การแก้ไขก่อนหน้า การแก้ไขถัดไป | การแก้ไขก่อนหน้า |
| ลักขณาทิจตุกกะบาลี [2024/06/12 00:25] – dhamma | ลักขณาทิจตุกกะบาลี [2026/01/01 14:21] (ฉบับปัจจุบัน) – dhamma |
|---|
| 5000y.men/?ลกฺขณํ(th.r.150.8)#hl | <blockquote>อรรถกถาถูกเรียบเรียงโดยผู้ทรงจำพระไตรปิฎกบาลี ที่ทำฌานและวิปัสสนามาอย่างชำนาญ, ผู้ที่ไม่ได้มีปกติคบหากัลยาณมิตรที่ชอบให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ ท่องจำพระธรรม เจริญวิปัสสนา จึงไม่อาจเข้าใจได้ง่าย</blockquote> |
| |
| <p class="chapter">1. สีลนิทฺเทโส</p><p class="subhead">สีลสรูปาทิกถา</p><p class="bodytext"><a name="para6"></a><span class="paranum"><a href="?th.c.150.6"></a><a href="?th.c.150.6">[6]</a></span> เอวํ <a name="M1.0007"></a> <a name="V1.0007"></a> อเนกคุณสงฺคาหเกน สีลสมาธิปญฺญามุเขน เทสิโตปิ ปเนส <span class="bld">วิสุทฺธิมคฺโค</span> อติสงฺเขปเทสิโตเยว โหติฯ ตสฺมา นาลํ สพฺเพสํ อุปการายาติ วิตฺถารมสฺส ทสฺเสตุํ สีลํ ตาว อารพฺภ อิทํ ปญฺหากมฺมํ โหติฯ</p><p class="bodytext">กิํ สีลํ, เกนฏฺเฐน สีลํ, กานสฺส ลกฺขณรสปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานานิ, กิมานิสํสํ สีลํ, กติวิธํ เจตํ สีลํ, โก จสฺส สํกิเลโส, กิํ โวทานนฺติฯ</p><p class="bodytext">ตตฺริทํ วิสฺสชฺชนํฯ <span class="bld">กิํ สีล</span>นฺติ ปาณาติปาตาทีหิ วา วิรมนฺตสฺส วตฺตปฏิปตฺติํ วา ปูเรนฺตสฺส เจตนาทโย ธมฺมาฯ วุตฺตญฺเหตํ ปฏิสมฺภิทายํ ‘‘กิํ สีลนฺติ เจตนา สีลํ, เจตสิกํ สีลํ, สํวโร สีลํ, อวีติกฺกโม สีล’’นฺติ (<a href="?th.n.45.39">ปฏิ. ม. 1.39</a>)ฯ ตตฺถ <span class="bld">เจตนา สีลํ</span> นาม ปาณาติปาตาทีหิ วา วิรมนฺตสฺส วตฺตปฏิปตฺติํ วา ปูเรนฺตสฺส เจตนาฯ <span class="bld">เจตสิกํ สีลํ</span> นาม ปาณาติปาตาทีหิ วิรมนฺตสฺส วิรติฯ อปิจ เจตนา สีลํ นาม ปาณาติปาตาทีนิ ปชหนฺตสฺส สตฺต กมฺมปถเจตนาฯ เจตสิกํ สีลํ นาม ‘‘อภิชฺฌํ ปหาย วิคตาภิชฺเฌน เจตสา วิหรตี’’ติ (<a href="?th.n.6.217">ที. นิ. 1.217</a>) อาทินา นเยน วุตฺตา อนภิชฺฌาพฺยาปาทสมฺมาทิฏฺฐิธมฺมาฯ <span class="bld">สํวโร สีล</span>นฺติ เอตฺถ ปญฺจวิเธน สํวโร เวทิตพฺโพ ปาติโมกฺขสํวโร, สติสํวโร, ญาณสํวโร, ขนฺติสํวโร, วีริยสํวโรติฯ ตตฺถ อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโตติ (<a href="?th.n.50.511">วิภ. 511</a>) อยํ <span class="bld">ปาติโมกฺขสํวโร</span>ฯ รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ, จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตีติ (<a href="?th.n.6.213">ที. นิ. 1.213</a>) อยํ <span class="bld">สติสํวโร</span>ฯ</p><p class="gatha1">ยานิ <a name="V1.0008"></a> โสตานิ โลกสฺมิํ, (อชิตาติ ภควา;)</p><p class="gatha2">สติ เตสํ นิวารณํ;</p><p class="gathalast">โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ, ปญฺญาเยเต ปิธิยฺยเรติฯ (<a href="?th.n.32.1041">สุ. นิ. 1041</a>);</p><p id="p8" title="8" class="bodytext"></p><p class="bodytext">อยํ <a name="M1.0008"></a> <span class="bld">ญาณสํวโร</span>ฯ ปจฺจยปฏิเสวนมฺปิ เอตฺเถว สโมธานํ คจฺฉติฯ โย ปนายํ ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺสาติอาทินา (<a href="?th.n.9.24">ม. นิ. 1.24</a>; <a href="?th.n.22.58"></a><a href="?th.n.22.58">อ. นิ. 6.58</a>) นเยน อาคโต, อยํ <span class="bld">ขนฺติสํวโร</span> นามฯ โย จายํ อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสตีติอาทินา (<a href="?th.n.9.26">ม. นิ. 1.26</a>; <a href="?th.n.22.58"></a><a href="?th.n.22.58">อ. นิ. 6.58</a>) นเยน อาคโต, อยํ <span class="bld">วีริยสํวโร</span> นามฯ อาชีวปาริสุทฺธิปิ เอตฺเถว สโมธานํ คจฺฉติฯ อิติ อยํ ปญฺจวิโธปิ สํวโร, ยา จ ปาปภีรุกานํ กุลปุตฺตานํ สมฺปตฺตวตฺถุโต วิรติ, สพฺพมฺเปตํ สํวรสีลนฺติ เวทิตพฺพํฯ <span class="bld">อวีติกฺกโม สีล</span>นฺติ สมาทินฺนสีลสฺส กายิกวาจสิโก อนติกฺกโมฯ อิทํ ตาว กิํ สีลนฺติ ปญฺหสฺส วิสฺสชฺชนํฯ</p><p class="bodytext"><a name="para7"></a><span class="paranum"><a href="?th.c.150.7"></a><a href="?th.c.150.7">[7]</a></span> อวเสเสสุ <span class="bld">เกนฏฺเฐน สีล</span>นฺติ สีลนฏฺเฐน สีลํฯ กิมิทํ สีลนํ นามฯ สมาธานํ วา, กายกมฺมาทีนํ สุสีลฺยวเสน อวิปฺปกิณฺณตาติ อตฺโถฯ อุปธารณํ วา, กุสลานํ ธมฺมานํ ปติฏฺฐานวเสน อาธารภาโวติ อตฺโถฯ เอตเทว เหตฺถ อตฺถทฺวยํ สทฺทลกฺขณวิทู อนุชานนฺติฯ อญฺเญ ปน สิรฏฺโฐ สีลตฺโถ, สีตลฏฺโฐ สีลตฺโถติ เอวมาทินาปิ นเยเนตฺถ อตฺถํ วณฺณยนฺติฯ</p><p class="bodytext"><a name="para8"></a><span class="paranum"><a href="?th.c.150.8"></a><a href="?th.c.150.8">[8]</a></span> อิทานิ <span class="bld">กานสฺส ลกฺขณรสปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานานี</span>ติ เอตฺถ –</p><p class="gatha1">สีลนํ <span class="bld">ลกฺขณํ</span> ตสฺส, ภินฺนสฺสาปิ อเนกธา;</p><p class="gathalast">สนิทสฺสนตฺตํ รูปสฺส, ยถา ภินฺนสฺสเนกธาฯ</p><p class="bodytext">ยถา หิ นีลปีตาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ รูปายตนสฺส สนิทสฺสนตฺตํ ลกฺขณํ, นีลาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สนิทสฺสน ภาวานติกฺกมนโตฯ ตถา สีลสฺส เจตนาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ ยเทตํ กายกมฺมาทีนํ สมาธานวเสน กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ปติฏฺฐานวเสน วุตฺตํ สีลนํ, ตเทว ลกฺขณํ, เจตนาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สมาธานปติฏฺฐานภาวานติกฺกมนโตฯ เอวํ ลกฺขณสฺส ปนสฺส –</p><p class="gatha1">ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนตา <a name="V1.0009"></a>, อนวชฺชคุโณ ตถา;</p><p class="gathalast">กิจฺจสมฺปตฺติอตฺเถน, <span class="bld">รโส</span> นาม ปวุจฺจติฯ</p><p id="p9" title="9" class="bodytext"></p><p class="bodytext">ตสฺมา <a name="M1.0009"></a> อิทํ สีลํ นาม กิจฺจฏฺเฐน รเสน ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนรสํ, สมฺปตฺติอตฺเถน รเสน อนวชฺชรสนฺติ เวทิตพฺพํฯ ลกฺขณาทีสุ หิ กิจฺจเมว สมฺปตฺติ วา รโสติ วุจฺจติฯ</p><p class="gatha1">โสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ, ตยิทํ ตสฺส วิญฺญุหิ;</p><p class="gathalast">โอตฺตปฺปญฺจ หิรี เจว, <span class="bld">ปทฏฺฐาน</span>นฺติ วณฺณิตํฯ</p><p class="bodytext">ตยิทํ สีลํ กายโสเจยฺยํ วจีโสเจยฺยํ มโนโสเจยฺยนฺติ (<a href="?th.n.19.121">อ. นิ. 3.121</a>) เอวํ วุตฺตโสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ, โสเจยฺยภาเวน ปจฺจุปฏฺฐาติ คหณภาวํ คจฺฉติฯ หิโรตฺตปฺปญฺจ ปนสฺส วิญฺญูหิ ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํ, อาสนฺนการณนฺติ อตฺโถฯ หิโรตฺตปฺเป หิ สติ สีลํ อุปฺปชฺชติ เจว ติฏฺฐติ จฯ อสติ เนว อุปฺปชฺชติ, น ติฏฺฐตีติฯ เอวํ สีลสฺส ลกฺขณรสปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานานิ เวทิตพฺพานิฯ</p> | '''ลักขณาทิจตุกกะบาลี ที่เกี่ยวข้อง''' |
| |
| | * [[ลักขณาทิจตุกกะจากอัฏฐสาลินี]] |
| | * [[ลักขณาทิจตุกกะจากสัมโมหวิโนทนี]] |
| | * [[ลักขณาทิจตุกกะจากวิสุทธิมรรค]] |
| |
| | ถ้าอ่านทั้งหมดนี้ไม่เข้าใจ แสดงว่าโมหะมีกำลังมาก วิสุทธิมรรคและมหาสติปัฏฐานสูตร แนะนำโมหจริตบุคคลให้เจริญอานาปานัสสติให้ต่อเนื่องก่อนจะทำกรรมฐานอื่นๆ. ที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่พะอ็อคตอยะชอบยกมาสอนสำหรับผู้ใหม่ ก็น่าจะเพราะเคร่งครัดในพระสูตรนี้. |
| |
| 1\. สีลนิทฺเทโส | พื้นฐานของการสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน คือ อโลภะเจตสิกในโสภณจิตุปบาททุกดวง. มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นผลของอโลภะเจตสิก จึงห้อมล้อมด้วยคนที่มีมนุษยธรรม ไม่ได้ออกล่ากันทุกผู้ทุกคนดุจสัตว์ป่า. หมายความว่า มนุษย์ทุกคนมีบุพเพกตปุญญตา ปฏิรูปเทสวาโสแล้ว มีพื้นฐานแล้วสำหรับโยนิโสมนสิการทำอัตตสัมมาปนิธิสัปปุริสูปนิสสย สปฺปุริสสํเสว กลฺลยาณมิตฺตตา เพื่อทำอเสวนา จ พาลานํ, ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา, ปูชา จ ปูชนียานํ. อโลภะเจตสิกในชาติปัจจุบันฝึกฝนได้ด้วยการให้ การบอกบุญ การอนุโมทนาบุญ ความอ่อนน้อม การช่วยเหลือผู้อื่น ไม่มีใจอยากได้ของผู้อื่น การไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ตรงกับที่เกิดดับจริงๆ. ถามว่า ถ้าไม่ห้อมล้อมด้วยกัลยาณมิตร แล้วใครจะมาชักชวนอโลภะเจตสิกที่เป็นสสังขาริกให้เกิดขึ้นได้เล่า? คนจิตอ่อนแอจะทำอโลภะเจตสิกให้เกิดเองได้อย่างไร ถ้าไม่ขวนขวายหาเพื่อน จะมีบุญเกิดได้อย่างไรถ้าไม่มีเพื่อนชวนไปวัด ไม่มีเพื่อนชวนใส่ซอง ไม่มีเพื่อนชวนสวดมนต์ ไม่มีเพื่อนชวนรักษาศีล ไม่มีเพื่อนชวนนั่งสมาธิ? แค่เพื่อน รอบข้างยังมีอุปการะขนาดนี้ แล้วอาจารย์กรรมฐานดีๆ สักองค์ จะมีอุปการะขนาดไหน? |
| |
| สีลสรูปาทิกถา | พื้นฐานของพระวินัยปิฎก คือ การสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน ((วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ)). แต่เพราะคนใหม่ๆ มักจะมีสมาทานเจตนา กำลังอ่อน เป็นสสังขาริก พื้นฐานของการสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน จึงได้แก่ ความสามัคคีของหมู่สหธรรมิก 8 ((สมานสงฺวาโส, ปาราชิโก โหติ อสงฺวาโส, สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี)) เพราะการห้อมล้อมชักชวนของพระอริยเจ้า ทำให้กัลยาณปุถุชนมีกำลังใจจะปฏิบัติ, เพราะการห้อมล้อมชักชวนของอุคฆฏิตัญญูทำให้สุขาปฏิปทาทันธาภิญญามีกำลังใจฝึกอภิญญาด้วยสัมมัปปธาน 4 (ทิฏฐิจริต), เพราะการห้อมล้อมชักชวนของทิฏฐิจริตทำให้ตัณหาจริตมีกำลังใจฝึกสมถะคู่วิปัสสนาด้วยฌาน 4 และสติปัฏฐาน 4, เหมาะสมกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์". ภิกษุสามารถห้อมล้อมด้วยพระอริยเจ้าเป็นกัลยาณมิตร โดยอาศัยพระปาติโมกข์ 227 เพื่อฝึกตามโอวาทปาติโมกข์. และภิกษุนั้นสามารถหากัลยาณมิตรในระดับนิสสยาจารย์ได้ด้วยอาจาริยวัตร อันเตวาสิกวัตร ท่านจึงเลือกสองวัตรนี้ให้เป็นขันธกะแรกของวัตรทั้งปวง ซึ่งอยู่ต่อจากพระปาติโมกข์อีกทีหนึ่ง, วัตรทั้งสองนี้ เป็นบาทฐานของกัมมัฏฐานุคคหณนิทเทส ในวิสุทธิมรรคอีกที. ทั้งหมดนี้ ท่านย่นย่อลำดับไว้ให้ทั้งพระและฆราวาสใน ม.ม. [[http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_read.php?B=13&A=5931&w=%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89&option=2|กีฏาคิริสูตร]]. |
| |
| []{#para6}[](?th.c.150.6)[\[6\]](?th.c.150.6) เอวํ []{#M1.0007} | พื้นฐานของ ที.สี. '''สุภสูตร''' อันเป็นพระสุตตันตปิฎก คือ พระวินัยปิฎกอันได้แก่การสละกิเลสในบ้านเรือนและทรัพย์สิน เพื่อมางดเว้นกิเลสและฝึกฝนศีลสมาธิปัญญาแทนที่กิเลส ตามที.สี. '''สุภสูตร''' บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ (ออกจากกามคุณ 5 คือ สีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ). ในฆราวาสก็เหมือนกัน เพียงลดลงมาที่ศีล 5 และศีล 8 เพื่อมางดเว้นกิเลสและฝึกฝนศีล สมาธิปัญญาแทนที่กิเลส ตามที.สี. '''สุภสูตร''' บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ. |
| []{#V1.0007} อเนกคุณสงฺคาหเกน สีลสมาธิปญฺญามุเขน เทสิโตปิ ปเนส | |
| วิสุทฺธิมคฺโค อติสงฺเขปเทสิโตเยว โหติฯ ตสฺมา นาลํ สพฺเพสํ อุปการายาติ | |
| วิตฺถารมสฺส ทสฺเสตุํ สีลํ ตาว อารพฺภ อิทํ ปญฺหากมฺมํ โหติฯ | |
| |
| กิํ สีลํ, เกนฏฺเฐน สีลํ, กานสฺส ลกฺขณรสปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานานิ, กิมานิสํสํ | ที.สี. '''สุภสูตร''' (คล้าย ที.สี. สามัญญผลสูตร((ความเห็นผู้เขียน: พระสูตรใน ที.สี. มีความสำคัญมากต่อทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาในหัวข้อ'''สัมมาทิฏฐิ'''แห่งอาสวักขยญาณวิชชา คือ การปริยัติและปฏิบัติ ท่านจึงให้เป็นสูตรที่ 2 ของพระสูตรทั้งปวง โดยที่สูตรแรกสุดพรหมชาลสูตรได้แสดงทุกขสมุทัยปฏิจจสมุปบาทไว้ ในหัวข้อ'''มิจฉาทิฏฐิ''' 62))) คือ '''พื้นฐาน'''ก่อนฝึกวิปัสสนาญาณวิชชาที่ใช้ในการแทงตลอกลักขณาทิจจตุกบาลี. |
| สีลํ, กติวิธํ เจตํ สีลํ, โก จสฺส สํกิเลโส, กิํ โวทานนฺติฯ | |
| |
| ตตฺริทํ วิสฺสชฺชนํฯ กิํ สีลนฺติ ปาณาติปาตาทีหิ วา วิรมนฺตสฺส | ที.สี. '''สุภสูตร''' ถูกขยายความแล้วด้วยนิทเทสในตัวสูตรนั้นๆ และถูกขยายซ้ำด้วยมหาวรรคและปาถิกวรรค. ทีฆนิกาย ยังถูกท่านพระสารีบุตรและลูกศิษย์ขยายความไว้เพิ่มทั้งโดยพุทธพจน์และตัวท่านเองในมัชฌิมนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค และอภิธรรมปิฎก. |
| วตฺตปฏิปตฺติํ วา ปูเรนฺตสฺส เจตนาทโย ธมฺมาฯ วุตฺตญฺเหตํ ปฏิสมฺภิทายํ | |
| ''กิํ สีลนฺติ เจตนา สีลํ, เจตสิกํ สีลํ, สํวโร สีลํ, อวีติกฺกโม สีล''นฺติ | |
| ([ปฏิ. ม. 1.39](?th.n.45.39))ฯ ตตฺถ เจตนา สีลํ นาม ปาณาติปาตาทีหิ วา | |
| วิรมนฺตสฺส วตฺตปฏิปตฺติํ วา ปูเรนฺตสฺส เจตนาฯ เจตสิกํ สีลํ นาม | |
| ปาณาติปาตาทีหิ วิรมนฺตสฺส วิรติฯ อปิจ เจตนา สีลํ นาม ปาณาติปาตาทีนิ | |
| ปชหนฺตสฺส สตฺต กมฺมปถเจตนาฯ เจตสิกํ สีลํ นาม ''อภิชฺฌํ ปหาย วิคตาภิชฺเฌน | |
| เจตสา วิหรตี''ติ ([ที. นิ. 1.217](?th.n.6.217)) อาทินา นเยน วุตฺตา | |
| อนภิชฺฌาพฺยาปาทสมฺมาทิฏฺฐิธมฺมาฯ สํวโร สีลนฺติ เอตฺถ ปญฺจวิเธน สํวโร | |
| เวทิตพฺโพ ปาติโมกฺขสํวโร, สติสํวโร, ญาณสํวโร, ขนฺติสํวโร, วีริยสํวโรติฯ | |
| ตตฺถ อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโตติ ([วิภ. | |
| 511](?th.n.50.511)) อยํ ปาติโมกฺขสํวโรฯ รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ, | |
| จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตีติ ([ที. นิ. 1.213](?th.n.6.213)) อยํ | |
| สติสํวโรฯ | |
| |
| ยานิ []{#V1.0008} โสตานิ โลกสฺมิํ, (อชิตาติ ภควา;) | [[ลักขณาทิจตุกกะจากอัฏฐสาลินี]] |
| |
| สติ เตสํ นิวารณํ; | [[ลักขณาทิจตุกกะจากสัมโมหวิโนทนี]] |
| |
| โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ, ปญฺญาเยเต ปิธิยฺยเรติฯ ([สุ. นิ. | เมื่อมีพื้นฐานลกฺขณาทิจตุกกะจากเล่มที่แล้ว จะอ่านเล่มต่อไปนี้ไม่ยาก |
| 1041](?th.n.32.1041)); | |
| |
| อยํ []{#M1.0008} ญาณสํวโรฯ ปจฺจยปฏิเสวนมฺปิ เอตฺเถว สโมธานํ คจฺฉติฯ โย | [[ลักขณาทิจตุกกะจากวิสุทธิมรรค]] เป็นลักขณาทิจตุกะเพื่อการปฏิบัติ((มคฺค คือ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ 8 ใน ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตํ ที่มาในชื่อเล่มของวิสุทฺธิมคฺค))ฝึกฝน((มคฺคในชื่อตำรานั่นแหละ ย่อเป็น สิกฺขา 3))ปัญญาให้ชำนาญ((ขุ.ปฏิ. ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา ญาตฏฺเฐน ญาณํ))และบริสุทธิ์ ((ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตํ : ญาณทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ อโหสิ)) คือ ฝึกฝนสีลมยปัญญาให้เป็นญาณชื่อสีลวิสุทธิ ฝึกฝนสมาทหนปัญญาให้เป็นสมาธิภาวนามยญาณชื่อว่าจิตตวิสุทธิ ฝึกฝนพลววิปัสสนาปัญญาให้เป็นญาณชื่อว่าญาณทัสสนวิสุทธิ ((เพราะเป็นเรื่องลกฺขณาทิจตุกฺกที่ต้องเริ่มเห็นด้วยญาตปริญฺญากิจในทุกขสัจ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ จนกว่าปัญญาจะกลายเป็นญาณชื่อว่า ญาณทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ อโหสิ ดังนั้น แม้ในธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตํปญฺญากับญาณจะเป็นเววจนะกัน แต่ในพระบาลีที่เกี่ยวกับขั้นปฏิบัติปญฺญาจะใช้ในอรรถปชานนา (สภาวะที่กำลังฝึกแทงตลอดให้ชำนาญ) แต่ญาณํจะใช้ในอรรถญาตํ อภิญฺญาตํ (สภาวะที่ฝึกแทงตลอดมาชำนาญแล้วรู้ดีแล้ว) เช่น ในมหาสติปัฏฐานสูตร และ มาติกาปฏิสัมภิทามรรค, สามารถนำหลักนี้ไปใช้กับ ปสฺสนา, ทสฺสนา, อนุปสฺสนา, ทิฏฺฐิ, ทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ เป็นต้น ได้ตามสมควรต่อบาลีนั้นๆ)) |
| ปนายํ ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺสาติอาทินา ([ม. นิ. 1.24](?th.n.9.24); | |
| [](?th.n.22.58)[อ. นิ. 6.58](?th.n.22.58)) นเยน อาคโต, อยํ ขนฺติสํวโร | |
| นามฯ โย จายํ อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสตีติอาทินา ([ม. นิ. | |
| 1.26](?th.n.9.26); [](?th.n.22.58)[อ. นิ. 6.58](?th.n.22.58)) นเยน | |
| อาคโต, อยํ วีริยสํวโร นามฯ อาชีวปาริสุทฺธิปิ เอตฺเถว สโมธานํ คจฺฉติฯ | |
| อิติ อยํ ปญฺจวิโธปิ สํวโร, ยา จ ปาปภีรุกานํ กุลปุตฺตานํ สมฺปตฺตวตฺถุโต | |
| วิรติ, สพฺพมฺเปตํ สํวรสีลนฺติ เวทิตพฺพํฯ อวีติกฺกโม สีลนฺติ | |
| สมาทินฺนสีลสฺส กายิกวาจสิโก อนติกฺกโมฯ อิทํ ตาว กิํ สีลนฺติ ปญฺหสฺส | |
| วิสฺสชฺชนํฯ | |
| | |
| []{#para7}[](?th.c.150.7)[\[7\]](?th.c.150.7) อวเสเสสุ เกนฏฺเฐน สีลนฺติ | |
| สีลนฏฺเฐน สีลํฯ กิมิทํ สีลนํ นามฯ สมาธานํ วา, กายกมฺมาทีนํ สุสีลฺยวเสน | |
| อวิปฺปกิณฺณตาติ อตฺโถฯ อุปธารณํ วา, กุสลานํ ธมฺมานํ ปติฏฺฐานวเสน | |
| อาธารภาโวติ อตฺโถฯ เอตเทว เหตฺถ อตฺถทฺวยํ สทฺทลกฺขณวิทู อนุชานนฺติฯ | |
| อญฺเญ ปน สิรฏฺโฐ สีลตฺโถ, สีตลฏฺโฐ สีลตฺโถติ เอวมาทินาปิ นเยเนตฺถ อตฺถํ | |
| วณฺณยนฺติฯ | |
| | |
| []{#para8}[](?th.c.150.8)[\[8\]](?th.c.150.8) อิทานิ กานสฺส | |
| ลกฺขณรสปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานานีติ เอตฺถ -- | |
| | |
| สีลนํ ลกฺขณํ ตสฺส, ภินฺนสฺสาปิ อเนกธา; | |
| | |
| สนิทสฺสนตฺตํ รูปสฺส, ยถา ภินฺนสฺสเนกธาฯ | |
| | |
| ยถา หิ นีลปีตาทิเภเทน อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ รูปายตนสฺส สนิทสฺสนตฺตํ ลกฺขณํ, | |
| นีลาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ สนิทสฺสน ภาวานติกฺกมนโตฯ ตถา สีลสฺส เจตนาทิเภเทน | |
| อเนกธา ภินฺนสฺสาปิ ยเทตํ กายกมฺมาทีนํ สมาธานวเสน กุสลานญฺจ ธมฺมานํ | |
| ปติฏฺฐานวเสน วุตฺตํ สีลนํ, ตเทว ลกฺขณํ, เจตนาทิเภเทน ภินฺนสฺสาปิ | |
| สมาธานปติฏฺฐานภาวานติกฺกมนโตฯ เอวํ ลกฺขณสฺส ปนสฺส -- | |
| | |
| ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนตา []{#V1.0009}, อนวชฺชคุโณ ตถา; | |
| | |
| กิจฺจสมฺปตฺติอตฺเถน, รโส นาม ปวุจฺจติฯ | |
| | |
| ตสฺมา []{#M1.0009} อิทํ สีลํ นาม กิจฺจฏฺเฐน รเสน ทุสฺสีลฺยวิทฺธํสนรสํ, | |
| สมฺปตฺติอตฺเถน รเสน อนวชฺชรสนฺติ เวทิตพฺพํฯ ลกฺขณาทีสุ หิ กิจฺจเมว | |
| สมฺปตฺติ วา รโสติ วุจฺจติฯ | |
| | |
| โสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ, ตยิทํ ตสฺส วิญฺญุหิ; | |
| | |
| โอตฺตปฺปญฺจ หิรี เจว, ปทฏฺฐานนฺติ วณฺณิตํฯ | |
| | |
| ตยิทํ สีลํ กายโสเจยฺยํ วจีโสเจยฺยํ มโนโสเจยฺยนฺติ ([อ. นิ. | |
| 3.121](?th.n.19.121)) เอวํ วุตฺตโสเจยฺยปจฺจุปฏฺฐานํ, โสเจยฺยภาเวน | |
| ปจฺจุปฏฺฐาติ คหณภาวํ คจฺฉติฯ หิโรตฺตปฺปญฺจ ปนสฺส วิญฺญูหิ ปทฏฺฐานนฺติ | |
| วณฺณิตํ, อาสนฺนการณนฺติ อตฺโถฯ หิโรตฺตปฺเป หิ สติ สีลํ อุปฺปชฺชติ เจว | |
| ติฏฺฐติ จฯ อสติ เนว อุปฺปชฺชติ, น ติฏฺฐตีติฯ เอวํ สีลสฺส | |
| ลกฺขณรสปจฺจุปฏฺฐานปทฏฺฐานานิ เวทิตพฺพานิฯ | |
| |