ความแตกต่าง

นี่เป็นการแสดงความแตกต่างระหว่างเพจสองรุ่น

Link to this comparison view

ที:สี:พรหมชาลสูตร [2021/05/30 11:03]
dhamma ถูกสร้าง
ที:สี:พรหมชาลสูตร [2021/05/30 11:21] (ฉบับปัจจุบัน)
dhamma
บรรทัด 1: บรรทัด 1:
-<webcode name="​Default"​ frameborder=0 width=100% scrolling=yes externalResources=","​ renderingMode=story ​><​center><​font class=head1>​พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ <font color=darkgoldenrod>​[ฉบับมหาจุฬาฯ]</​font>​+<html><​center><​font class=head1>​พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ <font color=darkgoldenrod>​</​br>​ 
 + 
 +[ฉบับมหาจุฬาฯ]</​font>​
 <font color=darkblue>​ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค</​font></​font></​center></​div>​ <font color=darkblue>​ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค</​font></​font></​center></​div>​
-<TABLE width=92% align=center border=0 background=""​ cellpadding=0 cellspacing=0>​ +<center class=n>​พระสุตตันตปิฎก
-<​tr><​td><​img height=1 width=1 src="​space1.gif"></​td>​ +
-<​tr><​td bgcolor=darkgreen vspace=0 hspace=0 ><img height=1 src="​space1.gif"></​td></​table></​div>​ +
-<DIV class=e><​pre><​a name=p1></​a>​<center class=n>​พระสุตตันตปิฎก+
 </​center><​center class=n>​ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค </​center><​center class=n>​ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
 </​center><​center class=n>​_____________ </​center><​center class=n>​_____________
บรรทัด 11: บรรทัด 10:
 </​center><​center>​ว่าด้วยข่ายแห่งพระสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ </​center><​center>​ว่าด้วยข่ายแห่งพระสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ
 </​center><​center>​เรื่องสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตมาณพ </​center><​center>​เรื่องสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตมาณพ
-</​center> ​            ​[๑]<a name=1></​a>​ ข้าพเจ้า<​sup>​๑-</​sup>​ ได้สดับมาอย่างนี้ +</​center>​</​br>​ 
-             ​สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา+ 
 +[๑]<a name=1></​a>​ ข้าพเจ้า<​sup>​๑-</​sup>​ ได้สดับมาอย่างนี้ 
 +</​br> ​            สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา
 พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป แม้สุปปิยปริพาชก<​sup>​๒-</​sup>​ ก็ได้เดินทางไกล พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป แม้สุปปิยปริพาชก<​sup>​๒-</​sup>​ ก็ได้เดินทางไกล
 ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา พร้อมด้วยพรหมทัตมาณพผู้เป็นศิษย์เช่นเดียวกัน ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา พร้อมด้วยพรหมทัตมาณพผู้เป็นศิษย์เช่นเดียวกัน
บรรทัด 19: บรรทัด 20:
 พุทธ พระธรรม พระสงฆ์หลายอย่าง อาจารย์กับศิษย์มีถ้อยคำขัดแย้งในลักษณะ พุทธ พระธรรม พระสงฆ์หลายอย่าง อาจารย์กับศิษย์มีถ้อยคำขัดแย้งในลักษณะ
 ตรงกันข้ามอย่างนี้ขณะเดินตามหลังพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไป ตรงกันข้ามอย่างนี้ขณะเดินตามหลังพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไป
-             [๒]<a name=2></​a>​ ต่อมา พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าประทับแรม ณ พระตำหนักหลวงใน+</​br>​ 
 + 
 +[๒]<a name=2></​a>​ ต่อมา พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าประทับแรม ณ พระตำหนักหลวงใน
 พระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ แม้สุปปิยปริพาชกก็เข้าพักแรม ณ พระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ แม้สุปปิยปริพาชกก็เข้าพักแรม ณ
 พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานกับพรหมทัตมาณพเช่นเดียวกัน ณ ที่นั้น พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานกับพรหมทัตมาณพเช่นเดียวกัน ณ ที่นั้น
บรรทัด 25: บรรทัด 28:
 พรหมทัตมาณพผู้เป็นศิษย์ของเขากลับกล่าวยกย่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหมทัตมาณพผู้เป็นศิษย์ของเขากลับกล่าวยกย่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
 หลายอย่าง อาจารย์กับศิษย์มีถ้อยคำขัดแย้งในลักษณะตรงกันข้ามอย่างนี้ หลายอย่าง อาจารย์กับศิษย์มีถ้อยคำขัดแย้งในลักษณะตรงกันข้ามอย่างนี้
-<a name=p1attha></​a><​a href=#​p1attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p1attha></​a><​a href=#​p1attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ คำว่า ข้าพเจ้า ในตอนเริ่มต้นของพระสูตรนี้และพระสูตรอื่นๆ ในเล่มนี้ หมายถึงพระอานนท์</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ คำว่า ข้าพเจ้า ในตอนเริ่มต้นของพระสูตรนี้และพระสูตรอื่นๆ ในเล่มนี้ หมายถึงพระอานนท์</​small>​
 <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ สาวกของครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร เป็นนักบวชปริพาชกนิกายหนึ่งที่นุ่งผ้าขาว (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=35&​modeTY=2&​edition=thai>​๑/​๓๕</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ สาวกของครูสัญชัย เวลัฏฐบุตร เป็นนักบวชปริพาชกนิกายหนึ่งที่นุ่งผ้าขาว (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=35&​modeTY=2&​edition=thai>​๑/​๓๕</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p2></​a><​a href=#​p2><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p2></​a><​a href=#​p2><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​วิธีปฏิบัติเมื่อมีคนติเตียนหรือยกย่องพระรัตนตรัย + 
-</p class=reftop> ​            ​[๓]<a name=3></​a>​ ครั้นเวลาใกล้รุ่ง ภิกษุหลายรูปลุกขึ้นนั่งสนทนากันในหอนั่ง<​sup>​๑-</​sup>​ ว่า “ท่าน+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            วิธีปฏิบัติเมื่อมีคนติเตียนหรือยกย่องพระรัตนตรัย 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๓]<a name=3></​a>​ ครั้นเวลาใกล้รุ่ง ภิกษุหลายรูปลุกขึ้นนั่งสนทนากันในหอนั่ง<​sup>​๑-</​sup>​ ว่า “ท่าน
 ผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระ ผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระ
 อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงทราบว่าสัตว์มีอัธยาศัยต่างกัน ดังที่ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงทราบว่าสัตว์มีอัธยาศัยต่างกัน ดังที่
บรรทัด 39: บรรทัด 46:
 หลายอย่าง อาจารย์กับศิษย์มีถ้อยคำขัดแย้งในลักษณะตรงกันข้ามขณะเดินตามหลัง หลายอย่าง อาจารย์กับศิษย์มีถ้อยคำขัดแย้งในลักษณะตรงกันข้ามขณะเดินตามหลัง
 พระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไป” พระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไป”
-             [๔]<a name=4></​a>​ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้น จึง+</​br>​ 
 + 
 +[๔]<a name=4></​a>​ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้น จึง
 เสด็จไปที่หอนั่ง ประทับนั่งบนพระพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย เสด็จไปที่หอนั่ง ประทับนั่งบนพระพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย
 เวลานี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร พูดเรื่องอะไรค้างไว้” เวลานี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร พูดเรื่องอะไรค้างไว้”
-             เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์+</​br> ​            เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์
 ผู้เจริญ เมื่อพวกข้าพระพุทธเจ้าลุกขึ้นเวลาใกล้รุ่งได้สนทนากันในหอนั่งว่า ‘ท่าน ผู้เจริญ เมื่อพวกข้าพระพุทธเจ้าลุกขึ้นเวลาใกล้รุ่งได้สนทนากันในหอนั่งว่า ‘ท่าน
 ผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระ ผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระ
บรรทัด 52: บรรทัด 61:
 พระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง พระพุทธเจ้าข้า”
 <​center>​วิธีปฏิบัติเมื่อมีคนติเตียนหรือยกย่องพระรัตนตรัย <​center>​วิธีปฏิบัติเมื่อมีคนติเตียนหรือยกย่องพระรัตนตรัย
-</​center> ​            ​[๕]<a name=5></​a>​ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถึงคนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเตียน+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๕]<a name=5></​a>​ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถึงคนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเตียน
 เรา กล่าวติเตียนพระธรรมหรือกล่าวติเตียนพระสงฆ์ก็ตาม พวกเธอไม่ควรผูก เรา กล่าวติเตียนพระธรรมหรือกล่าวติเตียนพระสงฆ์ก็ตาม พวกเธอไม่ควรผูก
 อาฆาตแค้นเคืองขุ่นใจคนพวกนั้น ถ้าพวกเธอโกรธเคืองหรือไม่พอใจพวกเขา พวก อาฆาตแค้นเคืองขุ่นใจคนพวกนั้น ถ้าพวกเธอโกรธเคืองหรือไม่พอใจพวกเขา พวก
 เธอก็จะประสบอันตราย<​sup>​๒-</​sup>​ เพราะความโกรธเคืองนั้นได้ อนึ่ง พวกเธอจะรู้ได้หรือว่าที่ เธอก็จะประสบอันตราย<​sup>​๒-</​sup>​ เพราะความโกรธเคืองนั้นได้ อนึ่ง พวกเธอจะรู้ได้หรือว่าที่
 พวกเขาพูดนั้นถูกหรือผิด” พวกเขาพูดนั้นถูกหรือผิด”
-<a name=p2attha></​a><​a href=#​p2attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p2attha></​a><​a href=#​p2attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ อาคารทรงกลม ใช้เป็นที่พักร้อน โดยปกติจะมีสระน้ำและสวนดอกไม้ล้อมรอบ (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=43&​modeTY=2&​edition=thai>​๓/​๔๓</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ อาคารทรงกลม ใช้เป็นที่พักร้อน โดยปกติจะมีสระน้ำและสวนดอกไม้ล้อมรอบ (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=43&​modeTY=2&​edition=thai>​๓/​๔๓</​a>​)</​small>​
 <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ อันตรายในที่นี้หมายถึง อุปสรรคต่อการบรรลุธรรมชั้นสูง (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=53&​modeTY=2&​edition=thai>​๖/​๕๓</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ อันตรายในที่นี้หมายถึง อุปสรรคต่อการบรรลุธรรมชั้นสูง (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=53&​modeTY=2&​edition=thai>​๖/​๕๓</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p3></​a><​a href=#​p3><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p3></​a><​a href=#​p3><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​จูฬศีล + 
-</p class=reftop> ​            ​พวกภิกษุกราบทูลว่า “รู้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” +[๑. พรหมชาลสูตร] 
-             ​พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “คำติเตียนนั้น ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง พวกเธอควรชี้แจงให้+</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            จูฬศีล 
 +</p class=reftop></br>             ​พวกภิกษุกราบทูลว่า “รู้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า” 
 +</​br> ​            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “คำติเตียนนั้น ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง พวกเธอควรชี้แจงให้
 เห็นชัดว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่มี และไม่ปรากฏในพวกเรา’ เห็นชัดว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่จริง ไม่ถูกต้อง ไม่มี และไม่ปรากฏในพวกเรา’
-             [๖]<a name=6></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ถึงคนพวกอื่นจะพึงกล่าวยกย่องเรา กล่าวยกย่องพระธรรม+</​br>​ 
 + 
 +[๖]<a name=6></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ถึงคนพวกอื่นจะพึงกล่าวยกย่องเรา กล่าวยกย่องพระธรรม
 หรือกล่าวยกย่องพระสงฆ์ก็ตาม พวกเธอไม่ควรทำความรื่นเริงดีใจหรือกระหยิ่มใจ หรือกล่าวยกย่องพระสงฆ์ก็ตาม พวกเธอไม่ควรทำความรื่นเริงดีใจหรือกระหยิ่มใจ
 ต่อคนพวกนั้น ถ้าพวกเธอทำความรื่นเริงดีใจหรือกระหยิ่มใจต่อพวกเขา พวกเธอ ต่อคนพวกนั้น ถ้าพวกเธอทำความรื่นเริงดีใจหรือกระหยิ่มใจต่อพวกเขา พวกเธอ
บรรทัด 74: บรรทัด 89:
 และปรากฏในพวกเรา’ และปรากฏในพวกเรา’
 <​center>​จูฬศีล <​center>​จูฬศีล
-</​center> ​            ​[๗]<a name=7></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชน<​sup>​๑-</​sup>​ เมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็พึงกล่าวด้วยเรื่อง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๗]<a name=7></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชน<​sup>​๑-</​sup>​ เมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็พึงกล่าวด้วยเรื่อง
 เล็กน้อย ต่ำต้อยเพียงเรื่องระดับศีลเท่านั้น คือ เล็กน้อย ต่ำต้อยเพียงเรื่องระดับศีลเท่านั้น คือ
-             [๘]<a name=8></​a>​ ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า +</​br>​ 
-             ๑. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธและ + 
-                  ศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลต่อ +[๘]<a name=8></​a>​ ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า 
-                  สรรพสัตว์อยู่ +</​br> ​            ๑. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธและ 
-             ๒. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขา +</​br> ​                 ​ศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลต่อ 
-                  ไม่ได้ให้ รับเอาแต่ของที่เขาให้ มุ่งหวังแต่ของที่เขาให้ ไม่ทรงเป็นขโมย +</​br> ​                 ​สรรพสัตว์อยู่ 
-                  เป็นคนสะอาดอยู่ +</​br> ​            ๒. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขา 
-             ๓. พระสมณโคดมทรงละพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ประพฤติ +</​br> ​                 ​ไม่ได้ให้ รับเอาแต่ของที่เขาให้ มุ่งหวังแต่ของที่เขาให้ ไม่ทรงเป็นขโมย 
-                  พรหมจรรย์<​sup>​๒-</​sup>​ เว้นห่างไกลจากเมถุนธรรม<​sup>​๓-</​sup>​ อันเป็นกิจของชาวบ้าน +</​br> ​                 ​เป็นคนสะอาดอยู่ 
-<a name=p3attha></​a><​a href=#​p3attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+</​br> ​            ๓. พระสมณโคดมทรงละพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ประพฤติ 
 +</​br> ​                 ​พรหมจรรย์<​sup>​๒-</​sup>​ เว้นห่างไกลจากเมถุนธรรม<​sup>​๓-</​sup>​ อันเป็นกิจของชาวบ้าน 
 +<a name=p3attha></​a><​a href=#​p3attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ คนที่ยังมีกิเลสหนา ที่เรียกเช่นนี้ เพราะบุคคลประเภทนี้ยังมีเหตุก่อให้เกิดกิเลสอย่างหนานานัปการ</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ คนที่ยังมีกิเลสหนา ที่เรียกเช่นนี้ เพราะบุคคลประเภทนี้ยังมีเหตุก่อให้เกิดกิเลสอย่างหนานานัปการ</​small>​
 <​small>​@ปุถุชนมี ๒ ประเภท คือ อันธปุถุชน คนที่ไม่ได้รับการศึกษาอบรมทางจิต และกัลยาณปุถุชน คนที่ได้</​small>​ <​small>​@ปุถุชนมี ๒ ประเภท คือ อันธปุถุชน คนที่ไม่ได้รับการศึกษาอบรมทางจิต และกัลยาณปุถุชน คนที่ได้</​small>​
บรรทัด 94: บรรทัด 113:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p4></​a><​a href=#​p4><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p4></​a><​a href=#​p4><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​จูฬศีล + 
-</p class=reftop> ​            ​[๙]<a name=9></​a>​ ๔. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ ตรัสแต่คำสัตย์ +[๑. พรหมชาลสูตร] 
-                  ดำรงความสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลัก เชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            จูฬศีล 
-             ๕. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำส่อเสียด คือ ฟังความจาก +</p class=reftop>​</​br>​ 
-                  ฝ่ายนี้แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้นเพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังความฝ่าย + 
-                  โน้นแล้วไม่มาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกกัน +[๙]<a name=9></​a>​ ๔. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากการพูดเท็จ คือ ตรัสแต่คำสัตย์ 
-                  ส่งเสริมคนที่ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกัน +</​br> ​                 ​ดำรงความสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลัก เชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก 
-                  ตรัสแต่ ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ความสามัคคี +</​br> ​            ๕. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำส่อเสียด คือ ฟังความจาก 
-             ๖. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำหยาบ คือ ตรัสแต่คำไม่มี +</​br> ​                 ​ฝ่ายนี้แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้นเพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังความฝ่าย 
-                  โทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมาก +</​br> ​                 ​โน้นแล้วไม่มาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกกัน 
-                  รักใคร่พอใจ +</​br> ​                 ​ส่งเสริมคนที่ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกัน 
-             ๗. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ คือ ตรัสถูกเวลา +</​br> ​                 ​ตรัสแต่ ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ความสามัคคี 
-                  ตรัสคำจริง ตรัสอิงประโยชน์ ตรัสอิงธรรม ตรัสอิงวินัย ตรัสคำที่มี +</​br> ​            ๖. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำหยาบ คือ ตรัสแต่คำไม่มี 
-                  หลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะ +</​br> ​                 ​โทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมาก 
-                  แก่เวลา +</​br> ​                 ​รักใคร่พอใจ 
-             ​[๑๐]<​a name=10></​a>​ ๘. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม +</​br> ​            ๗. พระสมณโคดมทรงละทรงเว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ คือ ตรัสถูกเวลา 
-             ๙. พระสมณโคดมเสวยมื้อเดียว ไม่เสวยตอนกลางคืน ทรงเว้นขาด +</​br> ​                 ​ตรัสคำจริง ตรัสอิงประโยชน์ ตรัสอิงธรรม ตรัสอิงวินัย ตรัสคำที่มี 
-                  จากการเสวยในเวลาวิกาล<​sup>​๑-</​sup>​ +</​br> ​                 ​หลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะ 
-             ​๑๐. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี +</​br> ​                 ​แก่เวลา 
-                  และดูการละเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล +</​br>​ 
-             ​๑๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ ตกแต่งร่างกาย + 
-                  ด้วยพวงดอกไม้ของหอมและเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่ง +[๑๐]<​a name=10></​a>​ ๘. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม 
-                  การแต่งตัว +</​br> ​            ๙. พระสมณโคดมเสวยมื้อเดียว ไม่เสวยตอนกลางคืน ทรงเว้นขาด 
-             ​๑๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากที่นอนสูงใหญ่ +</​br> ​                 ​จากการเสวยในเวลาวิกาล<​sup>​๑-</​sup>​ 
-             ​๑๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับทองและเงิน +</​br> ​            ๑๐. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี 
-             ​๑๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ<​sup>​๒-</​sup>​ +</​br> ​                 ​และดูการละเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล 
-<a name=p4attha></​a><​a href=#​p4attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+</​br> ​            ๑๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ ตกแต่งร่างกาย 
 +</​br> ​                 ​ด้วยพวงดอกไม้ของหอมและเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่ง 
 +</​br> ​                 ​การแต่งตัว 
 +</​br> ​            ๑๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากที่นอนสูงใหญ่ 
 +</​br> ​            ๑๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับทองและเงิน 
 +</​br> ​            ๑๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ<​sup>​๒-</​sup>​ 
 +<a name=p4attha></​a><​a href=#​p4attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ เวลาที่ห้ามไว้เฉพาะแต่ละเรื่อง เวลาวิกาลในที่นี้หมายถึง ผิดเวลาที่กำหนดไว้ คือตั้งแต่หลังเที่ยงวันจนถึง</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ เวลาที่ห้ามไว้เฉพาะแต่ละเรื่อง เวลาวิกาลในที่นี้หมายถึง ผิดเวลาที่กำหนดไว้ คือตั้งแต่หลังเที่ยงวันจนถึง</​small>​
 <​small>​@เวลาอรุณขึ้น (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=75&​modeTY=2&​edition=thai>​๑๐/​๗๕</​a>​)</​small>​ <​small>​@เวลาอรุณขึ้น (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=75&​modeTY=2&​edition=thai>​๑๐/​๗๕</​a>​)</​small>​
บรรทัด 127: บรรทัด 152:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p5></​a><​a href=#​p5><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p5></​a><​a href=#​p5><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​มัชฌิมศีล + 
-</p class=reftop> ​            ​๑๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ +[๑. พรหมชาลสูตร] 
-             ​๑๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            มัชฌิมศีล 
-             ​๑๗. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย +</p class=reftop></br>             ​๑๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ 
-             ​๑๘. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ +</​br> ​            ๑๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี 
-             ​๑๙. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร +</​br> ​            ๑๗. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย 
-             ​๒๐. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา +</​br> ​            ๑๘. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ 
-             ​๒๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับเรือกสวนไร่นาและที่ดิน +</​br> ​            ๑๙. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร 
-             ​๒๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร +</​br> ​            ๒๐. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา 
-             ​๒๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการซื้อขาย +</​br> ​            ๒๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับเรือกสวนไร่นาและที่ดิน 
-             ​๒๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม +</​br> ​            ๒๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร 
-                    และด้วยเครื่องตวงวัด +</​br> ​            ๒๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการซื้อขาย 
-             ​๒๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการ +</​br> ​            ๒๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม 
-                    ตลบตะแลง หรือ +</​br> ​                   ​และด้วยเครื่องตวงวัด 
-             ​๒๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการตัด(อวัยวะ) การฆ่า การจองจำ +</​br> ​            ๒๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการ 
-                    การตีชิงวิ่งราว การปล้นและการขู่กรรโชก+</​br> ​                   ​ตลบตะแลง หรือ 
 +</​br> ​            ๒๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการตัด(อวัยวะ) การฆ่า การจองจำ 
 +</​br> ​                   ​การตีชิงวิ่งราว การปล้นและการขู่กรรโชก
 <​center>​จูฬศีล จบ <​center>​จูฬศีล จบ
 </​center><​center>​มัชฌิมศีล </​center><​center>​มัชฌิมศีล
-</​center> ​            ​[๑๑]<​a name=11></​a>​ ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า +</​center>​</​br>​ 
-             ๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น+ 
 +[๑๑]<​a name=11></​a>​ ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า 
 +</​br> ​            ๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น
 ที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพรากพืชคาม<​sup>​๑-</​sup>​ ที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพรากพืชคาม<​sup>​๑-</​sup>​
 และภูตคาม<​sup>​๒-</​sup>​ เหล่านี้ คือ พืชเกิดจากเหง้า เกิดจากลำต้น เกิดจากตา เกิดจาก และภูตคาม<​sup>​๒-</​sup>​ เหล่านี้ คือ พืชเกิดจากเหง้า เกิดจากลำต้น เกิดจากตา เกิดจาก
 ยอด เกิดจากเมล็ด ยอด เกิดจากเมล็ด
-<a name=p5attha></​a><​a href=#​p5attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p5attha></​a><​a href=#​p5attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ พืชพันธุ์จำพวกที่ถูกพรากจากที่แล้ว ยังสามารถงอกขึ้นได้อีก (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=78&​modeTY=2&​edition=thai#​11>​๑๑/​๗๘</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ พืชพันธุ์จำพวกที่ถูกพรากจากที่แล้ว ยังสามารถงอกขึ้นได้อีก (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=78&​modeTY=2&​edition=thai#​11>​๑๑/​๗๘</​a>​)</​small>​
 <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ ของเขียว หรือพืชพันธุ์อันเกิดอยู่กับที่ มี ๕ ชนิด คือ ที่เกิดจากเหง้า เช่นกระชาย,​ เกิดจากต้น เช่นโพ,</​small>​ <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ ของเขียว หรือพืชพันธุ์อันเกิดอยู่กับที่ มี ๕ ชนิด คือ ที่เกิดจากเหง้า เช่นกระชาย,​ เกิดจากต้น เช่นโพ,</​small>​
บรรทัด 157: บรรทัด 186:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๕}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๕}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p6></​a><​a href=#​p6><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p6></​a><​a href=#​p6><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​มัชฌิมศีล + 
-</p class=reftop> ​            ​[๑๒]<​a name=12></​a>​ ๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการบริโภคของที่สะสมไว้ เช่นที่+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            มัชฌิมศีล 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๒]<​a name=12></​a>​ ๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการบริโภคของที่สะสมไว้ เช่นที่
 สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังบริโภคของ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังบริโภคของ
 ที่สะสมไว้เหล่านี้ คือ สะสมข้าว น้ำ ผ้า ยาน ที่นอน เครื่องประทินผิว ของหอม ที่สะสมไว้เหล่านี้ คือ สะสมข้าว น้ำ ผ้า ยาน ที่นอน เครื่องประทินผิว ของหอม
 และอามิส<​sup>​๑-</​sup>​ และอามิส<​sup>​๑-</​sup>​
-             [๑๓]<​a name=13></​a>​ ๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล+</​br>​ 
 + 
 +[๑๓]<​a name=13></​a>​ ๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล
 เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยัง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยัง
 ขวนขวายดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศลอย่างนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การ ขวนขวายดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศลอย่างนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การ
บรรทัด 172: บรรทัด 207:
 รำกระบี่กระบอง การชกมวย มวยปล้ำ การรบ การตรวจพลสวนสนาม การจัด รำกระบี่กระบอง การชกมวย มวยปล้ำ การรบ การตรวจพลสวนสนาม การจัด
 กระบวนทัพ การตรวจกองทัพ กระบวนทัพ การตรวจกองทัพ
-             [๑๔]<​a name=14></​a>​ ๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการขวนขวายในการเล่นการพนัน+</​br>​ 
 + 
 +[๑๔]<​a name=14></​a>​ ๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการขวนขวายในการเล่นการพนัน
 อันเป็นเหตุแห่งความประมาท เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่ อันเป็นเหตุแห่งความประมาท เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่
 เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังขวนขวายในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความ เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังขวนขวายในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความ
บรรทัด 179: บรรทัด 216:
 เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็กๆ เล่นธนูเล็กๆ เล่นเขียนทาย เล่นทาย เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็กๆ เล่นธนูเล็กๆ เล่นเขียนทาย เล่นทาย
 ใจ เล่นล้อเลียนคนพิการ ใจ เล่นล้อเลียนคนพิการ
-             [๑๕]<​a name=15></​a>​ ๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นที่สมณพราหมณ์+</​br>​ 
 + 
 +[๑๕]<​a name=15></​a>​ ๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นที่สมณพราหมณ์
 ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังใช้ที่นอนสูงใหญ่อย่างนี้ คือ ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังใช้ที่นอนสูงใหญ่อย่างนี้ คือ
 เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย พรมขนสัตว์ เครื่องลาดขนแกะ เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย พรมขนสัตว์ เครื่องลาดขนแกะ
บรรทัด 185: บรรทัด 224:
 เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นสีหะและเสือ เครื่องลาดขนแกะมีขน ๒ เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นสีหะและเสือ เครื่องลาดขนแกะมีขน ๒
 ด้าน เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว เครื่องลาดปักด้วยไหมประดับรัตนะ เครื่อง ด้าน เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว เครื่องลาดปักด้วยไหมประดับรัตนะ เครื่อง
-<a name=p6attha></​a><​a href=#​p6attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p6attha></​a><​a href=#​p6attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ อามิส คือวัตถุเครื่องล่อใจ เช่นเงินทองเป็นต้น ในที่นี้หมายถึง เครื่องปรุงอาหาร (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=80&​modeTY=2&​edition=thai>​๑๒/​๘๐</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ อามิส คือวัตถุเครื่องล่อใจ เช่นเงินทองเป็นต้น ในที่นี้หมายถึง เครื่องปรุงอาหาร (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=80&​modeTY=2&​edition=thai>​๑๒/​๘๐</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๖}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๖}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p7></​a><​a href=#​p7><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p7></​a><​a href=#​p7><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​มัชฌิมศีล+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            มัชฌิมศีล
 </p class=reftop>​ลาดผ้าไหมประดับรัตนะ เครื่องลาดขนแกะขนาดใหญ่ที่นางฟ้อน ๑๖ คนร่ายรำได้ </p class=reftop>​ลาดผ้าไหมประดับรัตนะ เครื่องลาดขนแกะขนาดใหญ่ที่นางฟ้อน ๑๖ คนร่ายรำได้
 เครื่องลาดบนหลังช้าง เครื่องลาดบนหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดทำด้วยหนัง เครื่องลาดบนหลังช้าง เครื่องลาดบนหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดทำด้วยหนัง
 เสือ เครื่องลาดหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอน ๒ ข้าง เสือ เครื่องลาดหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอน ๒ ข้าง
-             [๑๖]<​a name=16></​a>​ ๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการขวนขวายในการประดับตกแต่ง+</​br>​ 
 + 
 +[๑๖]<​a name=16></​a>​ ๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการขวนขวายในการประดับตกแต่ง
 ร่างกาย เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ร่างกาย เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว
 ยังขวนขวายในการประดับตกแต่งร่างกายอย่างนี้ คือ อบผิว นวด อาบน้ำหอม ยังขวนขวายในการประดับตกแต่งร่างกายอย่างนี้ คือ อบผิว นวด อาบน้ำหอม
บรรทัด 200: บรรทัด 243:
 ข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้ถือ ใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้พระขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้าวิจิตร ข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้ถือ ใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้พระขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้าวิจิตร
 ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดและแส้ขนหางจามรี นุ่งห่มผ้าขาวชายยาว ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดและแส้ขนหางจามรี นุ่งห่มผ้าขาวชายยาว
-             [๑๗]<​a name=17></​a>​ ๗. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากเดรัจฉานกถา<​sup>​๑-</​sup>​ เช่นที่สมณพราหมณ์+</​br>​ 
 + 
 +[๑๗]<​a name=17></​a>​ ๗. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากเดรัจฉานกถา<​sup>​๑-</​sup>​ เช่นที่สมณพราหมณ์
 ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดเดรัจฉานกถาอย่างนี้ ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดเดรัจฉานกถาอย่างนี้
 คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ
บรรทัด 207: บรรทัด 252:
 คนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก คนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก
 เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม
-             [๑๘]<​a name=18></​a>​ ๘. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพูดทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน เช่นที่+</​br>​ 
 + 
 +[๑๘]<​a name=18></​a>​ ๘. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพูดทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน เช่นที่
 สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดทุ่มเถียง สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดทุ่มเถียง
 แก่งแย่งกันอย่างนี้ คือ ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ แต่ผมรู้ทั่วถึง ท่านจะรู้ทั่วถึง แก่งแย่งกันอย่างนี้ คือ ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ แต่ผมรู้ทั่วถึง ท่านจะรู้ทั่วถึง
บรรทัด 215: บรรทัด 262:
 คำพูดของท่านได้แล้ว ผมข่มท่านได้แล้ว ถ้าท่านมีความสามารถก็จงหาทางแก้ คำพูดของท่านได้แล้ว ผมข่มท่านได้แล้ว ถ้าท่านมีความสามารถก็จงหาทางแก้
 คำพูดหรือเปลื้องตนให้พ้นผิดเถิด คำพูดหรือเปลื้องตนให้พ้นผิดเถิด
-<a name=p7attha></​a><​a href=#​p7attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p7attha></​a><​a href=#​p7attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ เดรัจฉานกถา คือ ถ้อยคำอันขวางทางไปสู่สวรรค์ นิพพาน หมายถึงเรื่องราวที่ภิกษุไม่ควรนำมาเป็นข้อ</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ เดรัจฉานกถา คือ ถ้อยคำอันขวางทางไปสู่สวรรค์ นิพพาน หมายถึงเรื่องราวที่ภิกษุไม่ควรนำมาเป็นข้อ</​small>​
 <​small>​@ถกเถียงสนทนากัน (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=84&​modeTY=2&​edition=thai#​17>​๑๗/​๘๔</​a>​)</​small>​ <​small>​@ถกเถียงสนทนากัน (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=84&​modeTY=2&​edition=thai#​17>​๑๗/​๘๔</​a>​)</​small>​
บรรทัด 221: บรรทัด 268:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๗}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๗}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p8></​a><​a href=#​p8><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p8></​a><​a href=#​p8><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​มหาศีล + 
-</p class=reftop> ​            ​[๑๙]<​a name=19></​a>​ ๙. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            มหาศีล 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๙]<​a name=19></​a>​ ๙. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร
 เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังทำ เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังทำ
 หน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสารอย่างนี้ คือ รับเป็นสื่อให้พระราชา ราชมหาอำมาตย์ หน้าที่เป็นตัวแทนและผู้สื่อสารอย่างนี้ คือ รับเป็นสื่อให้พระราชา ราชมหาอำมาตย์
 กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดีและกุมารว่า ‘ท่านจงไปที่นี้หรือที่โน้น จงนำเอาสิ่งนี้ไป กษัตริย์ พราหมณ์ คหบดีและกุมารว่า ‘ท่านจงไปที่นี้หรือที่โน้น จงนำเอาสิ่งนี้ไป
 จงเอาสิ่งนี้มาจากที่โน้น’ หรือ จงเอาสิ่งนี้มาจากที่โน้น’ หรือ
-             [๒๐]<​a name=20></​a>​ ๑๐. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูด+</​br>​ 
 + 
 +[๒๐]<​a name=20></​a>​ ๑๐. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูด
 เลียบเคียง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธา เลียบเคียง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธา
 แล้วยังพูดหลอกลวง เลียบเคียง หว่านล้อม พูดและเล็ม ใช้ลาภต่อลาภ แล้วยังพูดหลอกลวง เลียบเคียง หว่านล้อม พูดและเล็ม ใช้ลาภต่อลาภ
 <​center>​มัชฌิมศีล จบ <​center>​มัชฌิมศีล จบ
 </​center><​center>​มหาศีล </​center><​center>​มหาศีล
-</​center> ​            ​[๒๑]<​a name=21></​a>​ ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า +</​center>​</​br>​ 
-             ๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉาน-+ 
 +[๒๑]<​a name=21></​a>​ ปุถุชนเมื่อกล่าวยกย่องตถาคต ก็จะพึงกล่าวว่า 
 +</​br> ​            ๑. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉาน-
 วิชา<​sup>​๑-</​sup>​ เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยัง วิชา<​sup>​๑-</​sup>​ เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยัง
 เลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนาย เลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนาย
บรรทัด 243: บรรทัด 298:
 ภูมิ วิชาหมองู วิชาว่าด้วยพิษ วิชาว่าด้วยแมงป่อง วิชาว่าด้วยหนู วิชาว่าด้วยเสียงนก ภูมิ วิชาหมองู วิชาว่าด้วยพิษ วิชาว่าด้วยแมงป่อง วิชาว่าด้วยหนู วิชาว่าด้วยเสียงนก
 วิชาว่าด้วยเสียงกา วิชาทายอายุ วิชาป้องกันลูกศร วิชาว่าด้วยเสียงสัตว์ร้อง วิชาว่าด้วยเสียงกา วิชาทายอายุ วิชาป้องกันลูกศร วิชาว่าด้วยเสียงสัตว์ร้อง
-<a name=p8attha></​a><​a href=#​p8attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p8attha></​a><​a href=#​p8attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ วิชาที่ขวางทางไปสู่สวรรค์ นิพพาน (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=84&​modeTY=2&​edition=thai#​17>​๑๗/​๘๔</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ วิชาที่ขวางทางไปสู่สวรรค์ นิพพาน (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=84&​modeTY=2&​edition=thai#​17>​๑๗/​๘๔</​a>​)</​small>​
 <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ ความรู้เรื่องลักษณะอันเป็นคุณเป็นโทษของทำเลที่ตั้งบ้านเรือน และเรือกสวนไร่นาเป็นต้น (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=88&​modeTY=2&​edition=thai>​๒๑/​๘๘</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ ความรู้เรื่องลักษณะอันเป็นคุณเป็นโทษของทำเลที่ตั้งบ้านเรือน และเรือกสวนไร่นาเป็นต้น (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=88&​modeTY=2&​edition=thai>​๒๑/​๘๘</​a>​)</​small>​
บรรทัด 249: บรรทัด 304:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๘}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๘}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p9></​a><​a href=#​p9><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p9></​a><​a href=#​p9><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​มหาศีล + 
-</p class=reftop> ​            ​[๒๒]<​a name=22></​a>​ ๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            มหาศีล 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๒๒]<​a name=22></​a>​ ๒. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา
 เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง
 ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทำนายลักษณะแก้วมณี ลักษณะไม้พลอง ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทำนายลักษณะแก้วมณี ลักษณะไม้พลอง
บรรทัด 259: บรรทัด 318:
 ลักษณะโคสามัญ ลักษณะแพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกกระทา ลักษณะ ลักษณะโคสามัญ ลักษณะแพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกกระทา ลักษณะ
 เหี้ย ลักษณะตุ้มหู<​sup>​๑-</​sup>​ ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค เหี้ย ลักษณะตุ้มหู<​sup>​๑-</​sup>​ ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค
-             [๒๓]<​a name=23></​a>​ ๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา+</​br>​ 
 + 
 +[๒๓]<​a name=23></​a>​ ๓. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา
 เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง
 ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักเสด็จหรือ ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักเสด็จหรือ
บรรทัด 268: บรรทัด 329:
 ปราชัยจักมีแก่พระราชาในอาณาจักร พระราชาองค์นี้จักทรงชนะ พระราชาองค์นี้ ปราชัยจักมีแก่พระราชาในอาณาจักร พระราชาองค์นี้จักทรงชนะ พระราชาองค์นี้
 จักทรงพ่ายแพ้ จักทรงพ่ายแพ้
-             [๒๔]<​a name=24></​a>​ ๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา+</​br>​ 
 + 
 +[๒๔]<​a name=24></​a>​ ๔. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา
 เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง
 ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ พยากรณ์ว่าจักมีจันทรคราส สุริยคราส นัก ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ พยากรณ์ว่าจักมีจันทรคราส สุริยคราส นัก
บรรทัด 278: บรรทัด 341:
 ฟ้าร้อง จักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง ฟ้าร้อง จักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง
 แจ่มกระจ่าง จักมีผลอย่างนี้ แจ่มกระจ่าง จักมีผลอย่างนี้
-<a name=p9attha></​a><​a href=#​p9attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p9attha></​a><​a href=#​p9attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ อีกนัยหนึ่ง หมายถึง ยอดเรือน (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=89&​modeTY=2&​edition=thai>​๒๒/​๘๙</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ อีกนัยหนึ่ง หมายถึง ยอดเรือน (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=89&​modeTY=2&​edition=thai>​๒๒/​๘๙</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๙}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p10></​a><​a href=#​p10><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p10></​a><​a href=#​p10><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​มหาศีล + 
-</p class=reftop> ​            ​[๒๕]<​a name=25></​a>​ ๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            มหาศีล 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๒๕]<​a name=25></​a>​ ๕. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา
 เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง
 ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ พยากรณ์ว่าฝนจะดี ฝนจะแล้ง จะหา ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ พยากรณ์ว่าฝนจะดี ฝนจะแล้ง จะหา
บรรทัด 290: บรรทัด 357:
 ไม่มีโรค การคำนวณด้วยวิธีนับนิ้ว (มุททา) การคำนวณด้วยวิธีคิดในใจ (คณนา) การ ไม่มีโรค การคำนวณด้วยวิธีนับนิ้ว (มุททา) การคำนวณด้วยวิธีคิดในใจ (คณนา) การ
 คำนวณด้วยวิธีอนุมานด้วยสายตา (สังขาน) วิชาฉันทลักษณ์และโลกายตศาสตร์<​sup>​๑-</​sup>​ คำนวณด้วยวิธีอนุมานด้วยสายตา (สังขาน) วิชาฉันทลักษณ์และโลกายตศาสตร์<​sup>​๑-</​sup>​
-             [๒๖]<​a name=26></​a>​ ๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา+</​br>​ 
 + 
 +[๒๖]<​a name=26></​a>​ ๖. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา
 เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง
 ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ฤกษ์ ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ฤกษ์
บรรทัด 298: บรรทัด 367:
 เทวาลัยเป็นคนทรง บวงสรวงดวงอาทิตย์และท้าวมหาพรหม ร่ายมนตร์พ่นไฟ ทำ เทวาลัยเป็นคนทรง บวงสรวงดวงอาทิตย์และท้าวมหาพรหม ร่ายมนตร์พ่นไฟ ทำ
 พิธีเรียกขวัญ หรือ พิธีเรียกขวัญ หรือ
-             [๒๗]<​a name=27></​a>​ ๗. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา+</​br>​ 
 + 
 +[๒๗]<​a name=27></​a>​ ๗. พระสมณโคดมทรงเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา
 เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง เช่นที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังเลี้ยง
 ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทำพิธีบนบาน พิธีแก้บน ร่ายมนตร์ขับผี ชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาอย่างนี้ คือ ทำพิธีบนบาน พิธีแก้บน ร่ายมนตร์ขับผี
บรรทัด 306: บรรทัด 377:
 หยอดตา ยานัตถุ์ ยาหยอดตา ยาป้ายตา เป็นหมอตา หมอผ่าตัด หมอรักษาเด็ก หยอดตา ยานัตถุ์ ยาหยอดตา ยาป้ายตา เป็นหมอตา หมอผ่าตัด หมอรักษาเด็ก
 (กุมารเวช) การให้สมุนไพรและยา การใส่ยาแล้วล้างออกเมื่อโรคหาย (กุมารเวช) การให้สมุนไพรและยา การใส่ยาแล้วล้างออกเมื่อโรคหาย
-             ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวยกย่องตถาคต ก็พึงกล่าวด้วยเรื่องเล็กน้อย+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวยกย่องตถาคต ก็พึงกล่าวด้วยเรื่องเล็กน้อย
 ต่ำต้อย เพียงเรื่องระดับศีลเท่านั้น ต่ำต้อย เพียงเรื่องระดับศีลเท่านั้น
 <​center>​มหาศีล จบ <​center>​มหาศีล จบ
-</​center><​a name=p10attha></​a><​a href=#​p10attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+</​center><​a name=p10attha></​a><​a href=#​p10attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ โลกายตศาสตร์ ในที่นี้หมายถึง วิตัณฑวาทศาสตร์ คือ ศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นในเชิงวาทศิลป์ โดย</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ โลกายตศาสตร์ ในที่นี้หมายถึง วิตัณฑวาทศาสตร์ คือ ศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นในเชิงวาทศิลป์ โดย</​small>​
 <​small>​@การอ้างทฤษฎีและประเพณีทางสังคมมาหักล้างสัจธรรม มุ่งแสดงให้เห็นว่าตนฉลาดกว่า มิได้มุ่งสัจธรรม</​small>​ <​small>​@การอ้างทฤษฎีและประเพณีทางสังคมมาหักล้างสัจธรรม มุ่งแสดงให้เห็นว่าตนฉลาดกว่า มิได้มุ่งสัจธรรม</​small>​
บรรทัด 315: บรรทัด 386:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๐}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p11></​a><​a href=#​p11><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p11></​a><​a href=#​p11><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔
 </p class=reftop><​center>​ทิฏฐิ ๖๒ </p class=reftop><​center>​ทิฏฐิ ๖๒
 </​center><​center>​ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ </​center><​center>​ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘
 </​center><​center>​ความเห็นกำหนดขันธ์ส่วนอดีต </​center><​center>​ความเห็นกำหนดขันธ์ส่วนอดีต
-</​center> ​            ​[๒๘]<​a name=28></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีธรรมเหล่าอื่นอีกที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๒๘]<​a name=28></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีธรรมเหล่าอื่นอีกที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก
 สงบประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคต<​sup>​๑-</​sup>​ รู้ สงบประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคต<​sup>​๑-</​sup>​ รู้
 แจ้งได้เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้อง แจ้งได้เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้อง
 ตามความเป็นจริง ก็ธรรมที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ... อันเป็นเหตุให้คน ตามความเป็นจริง ก็ธรรมที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ... อันเป็นเหตุให้คน
 กล่าวยกย่องตถาคตตามความเป็นจริง คืออะไรบ้าง กล่าวยกย่องตถาคตตามความเป็นจริง คืออะไรบ้าง
-             [๒๙]<​a name=29></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์<​sup>​๒-</​sup>​ พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มี+</​br>​ 
 + 
 +[๒๙]<​a name=29></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์<​sup>​๒-</​sup>​ พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มี
 ความเห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิ ความเห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิ
 ต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภ ต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภ
บรรทัด 332: บรรทัด 409:
 <​center>​สัสสตวาทะ ๔ <​center>​สัสสตวาทะ ๔
 </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง
-</​center> ​            ​[๓๐]<​a name=30></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตา<​sup>​๓-</​sup>​+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๓๐]<​a name=30></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตา<​sup>​๓-</​sup>​
 และโลกว่าเที่ยงด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไร และโลกว่าเที่ยงด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไร
 ปรารภอะไรจึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ปรารภอะไรจึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง
 <​center>​มูลเหตุที่ ๑ <​center>​มูลเหตุที่ ๑
-</​center> ​            ​[๓๑]<​a name=31></​a>​ ๑. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๓๑]<​a name=31></​a>​ ๑. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส
 ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัยการใช้ความคิด ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัยการใช้ความคิด
-<a name=p11attha></​a><​a href=#​p11attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p11attha></​a><​a href=#​p11attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ คำว่า ตถาคต ในที่นี้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสหมายถึงพระองค์เอง แทนคำว่า “เรา” (อุตตมบุรุษ)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ คำว่า ตถาคต ในที่นี้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสหมายถึงพระองค์เอง แทนคำว่า “เรา” (อุตตมบุรุษ)</​small>​
 <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ เป็นคำเรียกพราหมณ์พวกหนึ่งที่เป็นสมณะ ชื่อว่าเป็นสมณะโดยการบวช และชื่อว่าเป็นพราหมณ์โดย</​small>​ <​small>​@<​sup>​๒</​sup>​ เป็นคำเรียกพราหมณ์พวกหนึ่งที่เป็นสมณะ ชื่อว่าเป็นสมณะโดยการบวช และชื่อว่าเป็นพราหมณ์โดย</​small>​
บรรทัด 345: บรรทัด 426:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๑}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๑}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p12></​a><​a href=#​p12><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p12></​a><​a href=#​p12><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔
 </p class=reftop>​อย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิ<​sup>​๑-</​sup>​ ที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น (บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มี </p class=reftop>​อย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิ<​sup>​๑-</​sup>​ ที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น (บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มี
 กิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง) ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ กิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง) ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ
บรรทัด 357: บรรทัด 440:
 จึงมาเกิดในภพนี้’ เขาระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและ จึงมาเกิดในภพนี้’ เขาระลึกชาติก่อนได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและ
 ชีวประวัติอย่างนี้ ชีวประวัติอย่างนี้
-             เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจ+</​br> ​            เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจ
 เสาระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยง เสาระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยง
 อยู่แน่ เพราะเหตุอะไร เพราะว่าเราอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ อยู่แน่ เพราะเหตุอะไร เพราะว่าเราอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่
บรรทัด 372: บรรทัด 455:
 ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติ ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติ
 และเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่แน่’ และเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่แน่’
-<a name=p12attha></​a><​a href=#​p12attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p12attha></​a><​a href=#​p12attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ สมาธิแห่งจิต คือสมาธิในรูปาวจรจตุตถฌาน (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=97&​modeTY=2&​edition=thai#​31>​๓๑/​๙๗</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ สมาธิแห่งจิต คือสมาธิในรูปาวจรจตุตถฌาน (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=97&​modeTY=2&​edition=thai#​31>​๓๑/​๙๗</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๒}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๒}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p13></​a><​a href=#​p13><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p13></​a><​a href=#​p13><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔ + 
-</p class=reftop> ​            ​ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔ 
 +</p class=reftop></br>             ​ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง แล้ว จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง
 <​center>​มูลเหตุที่ ๒ <​center>​มูลเหตุที่ ๒
-</​center> ​            ​[๓๒]<​a name=32></​a>​ ๒. อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๓๒]<​a name=32></​a>​ ๒. อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภอะไร
 จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง
-             สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความ+</​br> ​            สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความ
 เพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่าง เพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่าง
 ถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ
บรรทัด 393: บรรทัด 480:
 อายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้’ เขาระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ อายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้’ เขาระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ
 พร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ พร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้
-             เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสา+</​br> ​            เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสา
 ระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่ ระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่
 แน่ เพราะเหตุอะไร เพราะว่าเราอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้ง แน่ เพราะเหตุอะไร เพราะว่าเราอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้ง
บรรทัด 403: บรรทัด 490:
 มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงไปเกิดในภพโน้น มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงไปเกิดในภพโน้น
 แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมี แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมี
-<a name=p13attha></​a><​a href=#​p13attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p13attha></​a><​a href=#​p13attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ สังวัฏฏกัป คือ กัปฝ่ายเสื่อม,​ ช่วงระยะเวลาที่โลกกำลังพินาศ วิวัฏฏกัป คือ กัปฝ่ายเจริญ,​ ช่วงระยะเวลา</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ สังวัฏฏกัป คือ กัปฝ่ายเสื่อม,​ ช่วงระยะเวลาที่โลกกำลังพินาศ วิวัฏฏกัป คือ กัปฝ่ายเจริญ,​ ช่วงระยะเวลา</​small>​
 <​small>​@ที่โลกกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ (วิ.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=1&​page=173&​pages=9&​pagebreak=1&​modeTY=2&​edition=thai#​p177>​๑/​๑๒/​๑๕๘</​a>​)</​small>​ <​small>​@ที่โลกกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ (วิ.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=1&​page=173&​pages=9&​pagebreak=1&​modeTY=2&​edition=thai#​p177>​๑/​๑๒/​๑๕๘</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๓}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๓}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p14></​a><​a href=#​p14><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p14></​a><​a href=#​p14><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔
 </p class=reftop>​อายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้’ เราระลึกถึงชาติก่อนได้หลายชาติ </p class=reftop>​อายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้’ เราระลึกถึงชาติก่อนได้หลายชาติ
 พร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ เพราะการได้บรรลุคุณวิเศษนี้ เราจึงรู้ พร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ เพราะการได้บรรลุคุณวิเศษนี้ เราจึงรู้
 อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์ อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์
 เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่แน่’ เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่แน่’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง แล้ว จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง
 <​center>​มูลเหตุที่ ๓ <​center>​มูลเหตุที่ ๓
-</​center> ​            ​[๓๓]<​a name=33></​a>​ ๓. อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๓๓]<​a name=33></​a>​ ๓. อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภอะไร
 จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง
-             สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความ+</​br> ​            สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความ
 เพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่าง เพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่าง
 ถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ
บรรทัด 428: บรรทัด 519:
 สุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้’ เขาระลึกถึงชาติก่อน สุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้นจึงมาเกิดในภพนี้’ เขาระลึกถึงชาติก่อน
 ได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ ได้หลายชาติพร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้
-             เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสา+</​br> ​            เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสา
 ระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่ ระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่
 แน่ เพราะเหตุอะไร เพราะว่าเราอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้ง แน่ เพราะเหตุอะไร เพราะว่าเราอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้ง
บรรทัด 437: บรรทัด 528:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๔}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๔}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p15></​a><​a href=#​p15><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p15></​a><​a href=#​p15><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ สัสสตวาทะ ๔
 </p class=reftop>​มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้น </p class=reftop>​มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร เสวยสุขทุกข์ และมีอายุอย่างนั้นๆ จุติจากภพนั้น
 ก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร ก็ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีตระกูล มีวรรณะ มีอาหาร
บรรทัด 446: บรรทัด 539:
 ดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่ ดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่
 เที่ยงอยู่แน่’ เที่ยงอยู่แน่’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง แล้ว จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง
 <​center>​มูลเหตุที่ ๔ <​center>​มูลเหตุที่ ๔
-</​center> ​            ​[๓๔]<​a name=34></​a>​ ๔. อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๓๔]<​a name=34></​a>​ ๔. อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภอะไร
 จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง
-             สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นนักตรรกะ<​sup>​๑-</​sup>​ เป็นนักอภิปรัชญา<​sup>​๒-</​sup>​+</​br> ​            สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นนักตรรกะ<​sup>​๑-</​sup>​ เป็นนักอภิปรัชญา<​sup>​๒-</​sup>​
 แสดงทรรศนะของตนตามหลักเหตุผลและการคาดคะเนความจริงอย่างนี้ว่า ‘อัตตา แสดงทรรศนะของตนตามหลักเหตุผลและการคาดคะเนความจริงอย่างนี้ว่า ‘อัตตา
 และโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อม และโลกเที่ยง ยั่งยืน ตั้งมั่นอยู่ดุจยอดภูเขาดุจเสาระเนียด ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อม
 แล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่แน่’ แล่นไป ท่องเที่ยวไป จุติและเกิด แต่มีสิ่งที่เที่ยงอยู่แน่’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง แล้ว จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง
-<a name=p15attha></​a><​a href=#​p15attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p15attha></​a><​a href=#​p15attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ นักตรรกะ(ตกฺกี) ผู้ที่ให้เหตุผลตามแนวของตรรกศาสตร์ (Logic) มี ๔ จำพวก คือ อนุสสติกะ อนุมาน</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ นักตรรกะ(ตกฺกี) ผู้ที่ให้เหตุผลตามแนวของตรรกศาสตร์ (Logic) มี ๔ จำพวก คือ อนุสสติกะ อนุมาน</​small>​
 <​small>​@จากข้อมูลที่เป็นประสบการณ์ ชาติสสระ อนุมานโดยการระลึกชาติ ลาภิตักกิกะ อนุมานจากประสบการณ์</​small>​ <​small>​@จากข้อมูลที่เป็นประสบการณ์ ชาติสสระ อนุมานโดยการระลึกชาติ ลาภิตักกิกะ อนุมานจากประสบการณ์</​small>​
บรรทัด 465: บรรทัด 560:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๕}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๕}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p16></​a><​a href=#​p16><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p16></​a><​a href=#​p16><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ เอกัจจสัสสตวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ เอกัจจสัสสตวาทะ ๔
 </p class=reftop><​center>​สรุปสัสสตวาทะ </p class=reftop><​center>​สรุปสัสสตวาทะ
-</​center> ​            ​[๓๕]<​a name=35></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตา+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๓๕]<​a name=35></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตา
 และโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมี และโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมี
 วาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุทั้ง ๔ อย่างนี้ หรือด้วย วาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุทั้ง ๔ อย่างนี้ หรือด้วย
 มูลเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้ มูลเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้
-             [๓๖]<​a name=36></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคลยึด+</​br>​ 
 + 
 +[๓๖]<​a name=36></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคลยึด
 ถืออย่างนี้แล้ว ย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัด และยังรู้ชัด ถืออย่างนี้แล้ว ย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัด และยังรู้ชัด
 ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่นเมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเองรู้ความเกิดความดับ ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่นเมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเองรู้ความเกิดความดับ
 คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง ตถาคตจึงหลุดพ้น คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง ตถาคตจึงหลุดพ้น
 เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น
-             [๓๗]<​a name=37></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ+</​br>​ 
 + 
 +[๓๗]<​a name=37></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ
 ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้ ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้
 เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม
บรรทัด 484: บรรทัด 587:
 </​center><​center>​เอกัจจสัสสตวาทะ ๔ </​center><​center>​เอกัจจสัสสตวาทะ ๔
 </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงเป็นบางอย่าง </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงเป็นบางอย่าง
-</​center> ​            ​[๓๘]<​a name=38></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๓๘]<​a name=38></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง
 บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วย บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วย
 มูลเหตุ ๔ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไร จึงมีวาทะ มูลเหตุ ๔ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไร จึงมีวาทะ
 ว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บาง ว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บาง
 อย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง อย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง
-             [๓๙]<​a name=39></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่งเมื่อล่วงไปนานๆ โลกนี้พินาศ เมื่อโลกกำลัง+</​br>​ 
 + 
 +[๓๙]<​a name=39></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่งเมื่อล่วงไปนานๆ โลกนี้พินาศ เมื่อโลกกำลัง
 พินาศเหล่าสัตว์ส่วนมากไปเกิดที่อาภัสสรพรหมโลก นึกคิดอะไรก็สำเร็จได้ตามปรารถนา พินาศเหล่าสัตว์ส่วนมากไปเกิดที่อาภัสสรพรหมโลก นึกคิดอะไรก็สำเร็จได้ตามปรารถนา
 มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากร่างกาย เที่ยวสัญจรไปในอากาศ อยู่ในวิมาน มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากร่างกาย เที่ยวสัญจรไปในอากาศ อยู่ในวิมาน
บรรทัด 495: บรรทัด 602:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๖}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๖}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p17></​a><​a href=#​p17><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p17></​a><​a href=#​p17><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ เอกัจจสัสสตวาทะ ๔ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๔๐]<​a name=40></​a>​ สมัยหนึ่ง เมื่อล่วงไปนานๆ โลกนี้กลับฟื้นขึ้น เมื่อโลกกำลังฟื้นขึ้น+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ เอกัจจสัสสตวาทะ ๔ 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๔๐]<​a name=40></​a>​ สมัยหนึ่ง เมื่อล่วงไปนานๆ โลกนี้กลับฟื้นขึ้น เมื่อโลกกำลังฟื้นขึ้น
 วิมานของพรหมปรากฏว่าว่างเปล่า เวลานั้นสัตว์ผู้จุติจากชั้นอาภัสสรพรหมโลก วิมานของพรหมปรากฏว่าว่างเปล่า เวลานั้นสัตว์ผู้จุติจากชั้นอาภัสสรพรหมโลก
 เพราะสิ้นอายุหรือสิ้นบุญ ย่อมเกิดที่วิมานพรหมอันว่างเปล่า นึกคิดอะไรก็สำเร็จได้ เพราะสิ้นอายุหรือสิ้นบุญ ย่อมเกิดที่วิมานพรหมอันว่างเปล่า นึกคิดอะไรก็สำเร็จได้
 ตามปรารถนา มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากร่างกาย เที่ยวสัญจรไปในอากาศ ตามปรารถนา มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากร่างกาย เที่ยวสัญจรไปในอากาศ
 อยู่ในวิมานอันงดงาม สถิตอยู่นานแสนนาน อยู่ในวิมานอันงดงาม สถิตอยู่นานแสนนาน
-             [๔๑]<​a name=41></​a>​ เพราะสัตว์ผู้นั้นอยู่ในวิมานแต่ผู้เดียวเป็นเวลานานจึงเกิดเบื่อหน่ายว่า+</​br>​ 
 + 
 +[๔๑]<​a name=41></​a>​ เพราะสัตว์ผู้นั้นอยู่ในวิมานแต่ผู้เดียวเป็นเวลานานจึงเกิดเบื่อหน่ายว่า
 โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นพึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ต่อมา สัตว์เหล่าอื่นจุติจากชั้น โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นพึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง ต่อมา สัตว์เหล่าอื่นจุติจากชั้น
 อาภัสสรพรหมโลกเพราะสิ้นอายุหรือสิ้นบุญ ย่อมเกิดที่วิมานพรหมเป็นผู้อยู่ร่วมกับ อาภัสสรพรหมโลกเพราะสิ้นอายุหรือสิ้นบุญ ย่อมเกิดที่วิมานพรหมเป็นผู้อยู่ร่วมกับ
บรรทัด 508: บรรทัด 621:
 ซ่านออกจากร่างกาย เที่ยวสัญจรไปในอากาศ อยู่ในวิมานอันงดงาม สถิตอยู่นาน ซ่านออกจากร่างกาย เที่ยวสัญจรไปในอากาศ อยู่ในวิมานอันงดงาม สถิตอยู่นาน
 แสนนาน แสนนาน
-             [๔๒]<​a name=42></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์พวกนั้น ผู้เกิดก่อนมีความคิดอย่างนี้ว่า เรา+</​br>​ 
 + 
 +[๔๒]<​a name=42></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์พวกนั้น ผู้เกิดก่อนมีความคิดอย่างนี้ว่า เรา
 เป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุม เป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุม
 อำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดา อำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดา
บรรทัด 514: บรรทัด 629:
 เพราะว่าเรามีความคิดมาก่อนว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นพึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง เรา เพราะว่าเรามีความคิดมาก่อนว่า โอหนอ แม้สัตว์เหล่าอื่นพึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง เรา
 มีความตั้งใจอย่างนี้และสัตว์เหล่านี้ก็ได้มาเป็นอย่างนี้แล้ว มีความตั้งใจอย่างนี้และสัตว์เหล่านี้ก็ได้มาเป็นอย่างนี้แล้ว
-             แม้พวกสัตว์ที่เกิดภายหลังก็มีความคิดอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญนี้เป็นพระพรหม+</​br> ​            แม้พวกสัตว์ที่เกิดภายหลังก็มีความคิดอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญนี้เป็นพระพรหม
 เป็นท้าวมหาพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นท้าวมหาพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ
 เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของ
บรรทัด 520: บรรทัด 635:
 เหตุไร เพราะว่าพวกเราได้เห็นพระพรหมองค์นี้เกิดในที่นี้ก่อน ส่วนพวกเราเกิดมา เหตุไร เพราะว่าพวกเราได้เห็นพระพรหมองค์นี้เกิดในที่นี้ก่อน ส่วนพวกเราเกิดมา
 ภายหลัง ภายหลัง
-             [๔๓]<​a name=43></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์พวกนั้น ผู้เกิดก่อนมีอายุยืน ผิวพรรณ+</​br>​ 
 + 
 +[๔๓]<​a name=43></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสัตว์พวกนั้น ผู้เกิดก่อนมีอายุยืน ผิวพรรณ
 งดงามและมีศักดิ์มากกว่า ส่วนผู้เกิดภายหลังมีอายุสั้น ผิวพรรณทรามและมีศักดิ์ งดงามและมีศักดิ์มากกว่า ส่วนผู้เกิดภายหลังมีอายุสั้น ผิวพรรณทรามและมีศักดิ์
 น้อยกว่า น้อยกว่า
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๗}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๗}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p18></​a><​a href=#​p18><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p18></​a><​a href=#​p18><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ เอกัจจสัสสตวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ เอกัจจสัสสตวาทะ ๔
 </p class=reftop><​center>​มูลเหตุที่ ๑ </p class=reftop><​center>​มูลเหตุที่ ๑
-</​center> ​            ​[๔๔]<​a name=44></​a>​ ๕. (๑) ข้อที่สัตว์ผู้จุติ (เคลื่อน) จากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้<​sup>​๑-</​sup>​ เป็น+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๔๔]<​a name=44></​a>​ ๕. (๑) ข้อที่สัตว์ผู้จุติ (เคลื่อน) จากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้<​sup>​๑-</​sup>​ เป็น
 เรื่องที่เป็นไปได้ เมื่อเขามาเป็นอย่างนี้แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อ เรื่องที่เป็นไปได้ เมื่อเขามาเป็นอย่างนี้แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อ
 บวชแล้วอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ บวชแล้วอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ
 ความไม่ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็น ความไม่ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็น
 เหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ระลึกถึงชาติก่อนนั้นได้ ถัดจากนั้นไประลึกไม่ได้ เหตุทำจิตให้ตั้งมั่น ระลึกถึงชาติก่อนนั้นได้ ถัดจากนั้นไประลึกไม่ได้
-             เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เป็นพระพรหมผู้เจริญ เป็นท้าวมหาพรหม ผู้ยิ่งใหญ่+</​br> ​            เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เป็นพระพรหมผู้เจริญ เป็นท้าวมหาพรหม ผู้ยิ่งใหญ่
 ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้ ไม่มีใครข่มเหงได้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้กุมอำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง ผู้บันดาล ผู้
 ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของสัตว์ผู้เกิดแล้วและกำลังจะเกิด พระ ประเสริฐ ผู้บงการ ผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของสัตว์ผู้เกิดแล้วและกำลังจะเกิด พระ
บรรทัด 539: บรรทัด 660:
 ดำรงอยู่เที่ยงแท้ไปเช่นนั้นทีเดียว ส่วนพวกเราที่พระพรหมผู้เจริญนั้นบันดาลขึ้น ดำรงอยู่เที่ยงแท้ไปเช่นนั้นทีเดียว ส่วนพวกเราที่พระพรหมผู้เจริญนั้นบันดาลขึ้น
 มากลับเป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน อายุสั้น ต้องจุติมาเป็นอย่างนี้’ มากลับเป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน อายุสั้น ต้องจุติมาเป็นอย่างนี้’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้วจึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่าง แล้วจึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่าง
 เที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง เที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
 <​center>​มูลเหตุที่ ๒ <​center>​มูลเหตุที่ ๒
-</​center> ​            ​[๔๕]<​a name=45></​a>​ ๖. (๒) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๔๕]<​a name=45></​a>​ ๖. (๒) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร
 ปรารภอะไรจึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลก ปรารภอะไรจึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลก
 ว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลาย มีเทวดาพวกหนึ่งชื่อว่า ว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลาย มีเทวดาพวกหนึ่งชื่อว่า
บรรทัด 549: บรรทัด 672:
 เมื่อหมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานสรวลเสเฮฮาเกินเวลาย่อมหลงลืมสติ เพราะหลง เมื่อหมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานสรวลเสเฮฮาเกินเวลาย่อมหลงลืมสติ เพราะหลง
 ลืมสติจึงพากันจุติจากชั้นนั้น ลืมสติจึงพากันจุติจากชั้นนั้น
-<a name=p18attha></​a><​a href=#​p18attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p18attha></​a><​a href=#​p18attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ จากพรหมโลกมาเกิดเป็นมนุษย์ (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=103&​pages=2&​pagebreak=1&​modeTY=2&​edition=thai#​44>​๔๔/​๑๐๓-๑๐๔</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ จากพรหมโลกมาเกิดเป็นมนุษย์ (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=103&​pages=2&​pagebreak=1&​modeTY=2&​edition=thai#​44>​๔๔/​๑๐๓-๑๐๔</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๘}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p19></​a><​a href=#​p19><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p19></​a><​a href=#​p19><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ เอกัจจสัสสตวาทะ ๔ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๔๖]<​a name=46></​a>​ ข้อที่สัตว์ผู้จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เมื่อ+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ เอกัจจสัสสตวาทะ ๔ 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๔๖]<​a name=46></​a>​ ข้อที่สัตว์ผู้จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เมื่อ
 เขามาเป็นอย่างนี้แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วอาศัยความ เขามาเป็นอย่างนี้แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วอาศัยความ
 เพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท เพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท
 และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น
 ระลึกถึงชาติก่อนนั้นได้ ถัดจากนั้นไประลึกไม่ได้ ระลึกถึงชาติก่อนนั้นได้ ถัดจากนั้นไประลึกไม่ได้
-             เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘พวกเทวดาผู้เจริญ ผู้ไม่ใช่เหล่าขิฑฑาปโทสิกะย่อมไม่+</​br> ​            เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘พวกเทวดาผู้เจริญ ผู้ไม่ใช่เหล่าขิฑฑาปโทสิกะย่อมไม่
 หมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานสรวลเสเฮฮาเกินเวลา เมื่อไม่หมกมุ่นอยู่ในความ หมกมุ่นอยู่ในความสนุกสนานสรวลเสเฮฮาเกินเวลา เมื่อไม่หมกมุ่นอยู่ในความ
 สนุกสนานสรวลเสเฮฮาเกินเวลาย่อมไม่หลงลืมสติ เพราะไม่หลงลืมสติจึงไม่จุติจาก สนุกสนานสรวลเสเฮฮาเกินเวลาย่อมไม่หลงลืมสติ เพราะไม่หลงลืมสติจึงไม่จุติจาก
บรรทัด 568: บรรทัด 695:
 เพราะหลงลืมสติจึงต้องจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน อายุสั้น ​ ต้องจุติมา เพราะหลงลืมสติจึงต้องจุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน อายุสั้น ​ ต้องจุติมา
 เป็นอย่างนี้’ เป็นอย่างนี้’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บาง แล้ว จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บาง
 อย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง อย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
 <​center>​มูลเหตุที่ ๓ <​center>​มูลเหตุที่ ๓
-</​center> ​            ​[๔๗]<​a name=47></​a>​ ๗. (๓) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๔๗]<​a name=47></​a>​ ๗. (๓) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร
 ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า
 บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลาย มีเทวดาพวกหนึ่งชื่อว่ามโนปโทสิกะ บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลาย มีเทวดาพวกหนึ่งชื่อว่ามโนปโทสิกะ
บรรทัด 578: บรรทัด 707:
 ควรจึงคิดมุ่งร้ายต่อกัน เมื่อคิดมุ่งร้ายต่อกันจึงเหนื่อยกายเหนื่อยใจพากันจุติจาก ควรจึงคิดมุ่งร้ายต่อกัน เมื่อคิดมุ่งร้ายต่อกันจึงเหนื่อยกายเหนื่อยใจพากันจุติจาก
 ชั้นนั้น ชั้นนั้น
-             [๔๘]<​a name=48></​a>​ ข้อที่สัตว์ผู้จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เมื่อ+</​br>​ 
 + 
 +[๔๘]<​a name=48></​a>​ ข้อที่สัตว์ผู้จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เมื่อ
 เขามาเป็นอย่างนี้แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วอาศัยความ เขามาเป็นอย่างนี้แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วอาศัยความ
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๙}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๑๙}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p20></​a><​a href=#​p20><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p20></​a><​a href=#​p20><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อันตานันติกวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อันตานันติกวาทะ ๔
 </p class=reftop>​เพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท </p class=reftop>​เพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ประมาท
 และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น
 ระลึกถึงชาติก่อนนั้นได้ ถัดจากนั้นไประลึกไม่ได้ ระลึกถึงชาติก่อนนั้นได้ ถัดจากนั้นไประลึกไม่ได้
-             เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘พวกเทวดาผู้เจริญ ผู้ไม่ใช่เหล่ามโนปโทสิกะ ย่อมไม่มัว+</​br> ​            เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘พวกเทวดาผู้เจริญ ผู้ไม่ใช่เหล่ามโนปโทสิกะ ย่อมไม่มัว
 จ้องจับผิดกันและกันเกินควร เมื่อไม่มัวจ้องจับผิดกันและกันเกินควรก็ไม่คิดมุ่งร้าย จ้องจับผิดกันและกันเกินควร เมื่อไม่มัวจ้องจับผิดกันและกันเกินควรก็ไม่คิดมุ่งร้าย
 ต่อกัน เมื่อไม่คิดมุ่งร้ายต่อกันก็ไม่เหนื่อยกายเหนื่อยใจจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้ ต่อกัน เมื่อไม่คิดมุ่งร้ายต่อกันก็ไม่เหนื่อยกายเหนื่อยใจจึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้
บรรทัด 594: บรรทัด 727:
 เกินควรจึงคิดมุ่งร้ายต่อกัน เมื่อคิดมุ่งร้ายต่อกัน จึงเหนื่อยกายเหนื่อยใจ พากันจุติ เกินควรจึงคิดมุ่งร้ายต่อกัน เมื่อคิดมุ่งร้ายต่อกัน จึงเหนื่อยกายเหนื่อยใจ พากันจุติ
 จากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน อายุสั้น ต้องจุติมาเป็นอย่างนี้’ จากชั้นนั้น เป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน อายุสั้น ต้องจุติมาเป็นอย่างนี้’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บาง แล้ว จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บาง
 อย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง อย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
 <​center>​มูลเหตุที่ ๔ <​center>​มูลเหตุที่ ๔
-</​center> ​            ​[๔๙]<​a name=49></​a>​ ๘. (๔) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๔๙]<​a name=49></​a>​ ๘. (๔) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร
 ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า
 บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็น บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็น
บรรทัด 606: บรรทัด 741:
 นี้เรียกว่าอัตตา เป็นของเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร จักดำรงอยู่เที่ยงแท้ไป นี้เรียกว่าอัตตา เป็นของเที่ยงแท้ ยั่งยืน คงทน ไม่ผันแปร จักดำรงอยู่เที่ยงแท้ไป
 เช่นนั้นทีเดียว’ เช่นนั้นทีเดียว’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บาง แล้ว จึงมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บาง
 อย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง อย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๐}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๐}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p21></​a><​a href=#​p21><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p21></​a><​a href=#​p21><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อันตานันติกวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อันตานันติกวาทะ ๔
 </p class=reftop><​center>​สรุปเอกัจจสัสสตวาทะ </p class=reftop><​center>​สรุปเอกัจจสัสสตวาทะ
-</​center> ​            ​[๕๐]<​a name=50></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บาง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๕๐]<​a name=50></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บาง
 อย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ อย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ
 ๔ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บาง ๔ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บาง
 อย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ อย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ
 ทั้ง ๔ อย่างนี้ หรือด้วยมูลเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้ ทั้ง ๔ อย่างนี้ หรือด้วยมูลเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้
-             [๕๑]<​a name=51></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคล+</​br>​ 
 + 
 +[๕๑]<​a name=51></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคล
 ยึดถืออย่างนี้แล้วย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัดและยังรู้ ยึดถืออย่างนี้แล้วย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัดและยังรู้
 ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง รู้ความเกิด ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง รู้ความเกิด
 ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง ตถาคตจึง ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง ตถาคตจึง
 หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น
-             [๕๒]<​a name=52></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ+</​br>​ 
 + 
 +[๕๒]<​a name=52></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ
 ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้ ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้
 เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม
บรรทัด 630: บรรทัด 773:
 <​center>​อันตานันติกวาทะ ๔ <​center>​อันตานันติกวาทะ ๔
 </​center><​center>​เห็นว่าโลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด<​sup>​๑-</​sup>​ </​center><​center>​เห็นว่าโลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด<​sup>​๑-</​sup>​
-</​center> ​            ​[๕๓]<​a name=53></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลก+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๕๓]<​a name=53></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลก
 ไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ก็ ไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ก็
 สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลก สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลก
 ไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง
-<a name=p21attha></​a><​a href=#​p21attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p21attha></​a><​a href=#​p21attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ คำว่า ที่สุด ในที่นี้หมายถึงขอบเขตของโลก ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และตามขวาง ซึ่งเป็นข้อที่ยกขึ้นโต้แย้งกัน</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ คำว่า ที่สุด ในที่นี้หมายถึงขอบเขตของโลก ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และตามขวาง ซึ่งเป็นข้อที่ยกขึ้นโต้แย้งกัน</​small>​
 <​small>​@ว่า โลกมีขอบเขตกำจัด หรือไม่มีขอบเขตจำกัด (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=106&​modeTY=2&​edition=thai>​๕๔/​๑๐๖</​a>​)</​small>​ <​small>​@ว่า โลกมีขอบเขตกำจัด หรือไม่มีขอบเขตจำกัด (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=106&​modeTY=2&​edition=thai>​๕๔/​๑๐๖</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๑}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๑}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p22></​a><​a href=#​p22><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p22></​a><​a href=#​p22><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อันตานันติกวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อันตานันติกวาทะ ๔
 </p class=reftop><​center>​มูลเหตุที่ ๑ </p class=reftop><​center>​มูลเหตุที่ ๑
-</​center> ​            ​[๕๔]<​a name=54></​a>​ ๙. (๑) ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัย+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๕๔]<​a name=54></​a>​ ๙. (๑) ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัย
 ความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ ความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่
 ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิต ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิต
 ให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจว่าโลกมีที่สุด ให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจว่าโลกมีที่สุด
-             เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘โลกนี้มีที่สุด มีสัณฐานกลม เพราะเหตุไร เพราะเราอาศัย+</​br> ​            เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘โลกนี้มีที่สุด มีสัณฐานกลม เพราะเหตุไร เพราะเราอาศัย
 ความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่ ความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้งมั่น ความหมั่นประกอบ ความไม่
 ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำ ประมาท และอาศัยการใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำ
 จิตให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจว่าโลกมีที่สุด เพราะการบรรลุคุณวิเศษนี้ เราจึงรู้อาการที่โลก จิตให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจว่าโลกมีที่สุด เพราะการบรรลุคุณวิเศษนี้ เราจึงรู้อาการที่โลก
 นี้มีที่สุด และมีสัณฐานกลม’ นี้มีที่สุด และมีสัณฐานกลม’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด แล้ว จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด
 <​center>​มูลเหตุที่ ๒ <​center>​มูลเหตุที่ ๒
-</​center> ​            ​[๕๕]<​a name=55></​a>​ ๑๐. (๒) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๕๕]<​a name=55></​a>​ ๑๐. (๒) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร
 ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มี ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มี
 ที่สุด ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่อง ที่สุด ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่อง
บรรทัด 660: บรรทัด 811:
 การใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจว่า การใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจว่า
 โลกไม่มีที่สุด โลกไม่มีที่สุด
-             เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดไม่ได้ สมณพราหมณ์ที่กล่าวอย่าง+</​br> ​            เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดไม่ได้ สมณพราหมณ์ที่กล่าวอย่าง
 นี้ว่า โลกนี้มีที่สุด มีสัณฐานกลม เป็นผู้กล่าวเท็จ (ที่จริงแล้ว) โลกนี้ไม่มีที่สุด หา นี้ว่า โลกนี้มีที่สุด มีสัณฐานกลม เป็นผู้กล่าวเท็จ (ที่จริงแล้ว) โลกนี้ไม่มีที่สุด หา
 ที่สุดไม่ได้ เพราะเหตุไร เพราะเราอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้ง ที่สุดไม่ได้ เพราะเหตุไร เพราะเราอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความเพียรที่ตั้ง
บรรทัด 668: บรรทัด 819:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๒}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p23></​a><​a href=#​p23><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p23></​a><​a href=#​p23><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อันตานันติกวาทะ ๔ + 
-</p class=reftop> ​            ​ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อันตานันติกวาทะ ๔ 
 +</p class=reftop></br>             ​ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด แล้ว จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด
 <​center>​มูลเหตุที่ ๓ <​center>​มูลเหตุที่ ๓
-</​center> ​            ​[๕๖]<​a name=56></​a>​ ๑๑. (๓) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๕๖]<​a name=56></​a>​ ๑๑. (๓) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร
 ปรารภอะไรจึงมีวาทะว่าโลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มี ปรารภอะไรจึงมีวาทะว่าโลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มี
 ที่สุด ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่อง ที่สุด ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่อง
บรรทัด 679: บรรทัด 834:
 ใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจโลกว่า ใช้ความคิดอย่างถูกวิธีแล้วบรรลุเจโตสมาธิที่เป็นเหตุทำจิตให้ตั้งมั่น จึงเข้าใจโลกว่า
 ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวางไม่มีที่สุด ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวางไม่มีที่สุด
-             เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘โลกนี้ทั้งมีที่สุดและไม่มีที่สุด สมณพราหมณ์ที่กล่าวอย่าง+</​br> ​            เขาจึงพูดอย่างนี้ว่า ‘โลกนี้ทั้งมีที่สุดและไม่มีที่สุด สมณพราหมณ์ที่กล่าวอย่าง
 นี้ว่า โลกนี้มีที่สุด มีสัณฐานกลม เป็นผู้กล่าวเท็จ แม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวอย่าง นี้ว่า โลกนี้มีที่สุด มีสัณฐานกลม เป็นผู้กล่าวเท็จ แม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวอย่าง
 นี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดไม่ได้ ก็เป็นผู้กล่าวเท็จ (ที่จริงแล้ว) โลกนี้ทั้งมีที่สุด นี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดไม่ได้ ก็เป็นผู้กล่าวเท็จ (ที่จริงแล้ว) โลกนี้ทั้งมีที่สุด
บรรทัด 687: บรรทัด 842:
 ด้านขวางไม่มีที่สุด เพราะการบรรลุคุณวิเศษนี้ เราจึงรู้อาการที่โลกนี้ทั้งมีที่สุดและ ด้านขวางไม่มีที่สุด เพราะการบรรลุคุณวิเศษนี้ เราจึงรู้อาการที่โลกนี้ทั้งมีที่สุดและ
 ไม่มีที่สุด’ ไม่มีที่สุด’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด แล้ว จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด
 <​center>​มูลเหตุที่ ๔ <​center>​มูลเหตุที่ ๔
-</​center> ​            ​[๕๗]<​a name=57></​a>​ ๑๒. (๔) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภ+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๕๗]<​a name=57></​a>​ ๑๒. (๔) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภ
 อะไร จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด อะไร จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด
 ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นนักตรรกะ เป็นนัก ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นนักตรรกะ เป็นนัก
บรรทัด 698: บรรทัด 855:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๓}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๓}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p24></​a><​a href=#​p24><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p24></​a><​a href=#​p24><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อมราวิกเขปวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อมราวิกเขปวาทะ ๔
 </p class=reftop>​หาที่สุดไม่ได้ ก็เป็นผู้กล่าวเท็จ แม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้ทั้งมีที่สุด </p class=reftop>​หาที่สุดไม่ได้ ก็เป็นผู้กล่าวเท็จ แม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้ทั้งมีที่สุด
 และไม่มีที่สุด ก็เป็นผู้กล่าวเท็จ (ที่จริงแล้ว) โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่’ และไม่มีที่สุด ก็เป็นผู้กล่าวเท็จ (ที่จริงแล้ว) โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด แล้ว จึงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด
 <​center>​สรุปอันตานันติกวาทะ <​center>​สรุปอันตานันติกวาทะ
-</​center> ​            ​[๕๘]<​a name=58></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลก+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๕๘]<​a name=58></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลก
 ไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่างนี้แล ก็ ไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่างนี้แล ก็
 สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวก บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวก บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ
 ทั้ง ๔ อย่างนี้หรือด้วยมูลเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้ ทั้ง ๔ อย่างนี้หรือด้วยมูลเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้
-             [๕๙]<​a name=59></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคล+</​br>​ 
 + 
 +[๕๙]<​a name=59></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคล
 ยึดถืออย่างนี้แล้วย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัด และยังรู้ ยึดถืออย่างนี้แล้วย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัด และยังรู้
 ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง รู้ความเกิด ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง รู้ความเกิด
 ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง ตถาคตจึง ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง ตถาคตจึง
 หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น
-             [๖๐]<​a name=60></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ+</​br>​ 
 + 
 +[๖๐]<​a name=60></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ
 ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้ ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้
 เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม
บรรทัด 720: บรรทัด 885:
 <​center>​อมราวิกเขปวาทะ<​sup>​๑-</​sup>​ ๔ <​center>​อมราวิกเขปวาทะ<​sup>​๑-</​sup>​ ๔
 </​center><​center>​ความเห็นหลบเลี่ยง ไม่แน่นอน </​center><​center>​ความเห็นหลบเลี่ยง ไม่แน่นอน
-</​center> ​            ​[๖๑]<​a name=61></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๖๑]<​a name=61></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน
 พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนด้วยมูลเหตุ ๔ พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนด้วยมูลเหตุ ๔
 อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะหลบเลี่ยง อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะหลบเลี่ยง
-<a name=p24attha></​a><​a href=#​p24attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p24attha></​a><​a href=#​p24attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ลัทธิที่มีความเห็นหลบเลี่ยงไม่แน่นอนว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นความเห็นที่ลื่นไหลจับได้ยากเหมือนปลาไหล</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ลัทธิที่มีความเห็นหลบเลี่ยงไม่แน่นอนว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นความเห็นที่ลื่นไหลจับได้ยากเหมือนปลาไหล</​small>​
 <​small>​@(ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=106&​modeTY=2&​edition=thai#​61>​๖๑/​๑๐๖</​a>​)</​small>​ <​small>​@(ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=106&​modeTY=2&​edition=thai#​61>​๖๑/​๑๐๖</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๔}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๔}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p25></​a><​a href=#​p25><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p25></​a><​a href=#​p25><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อมราวิกเขปวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อมราวิกเขปวาทะ ๔
 </p class=reftop>​ไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนด้วย </p class=reftop>​ไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนด้วย
 มูลเหตุ ๔ อย่าง มูลเหตุ ๔ อย่าง
 <​center>​มูลเหตุที่ ๑ <​center>​มูลเหตุที่ ๑
-</​center> ​            ​[๖๒]<​a name=62></​a>​ ๑๓. (๑) ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ไม่รู้ชัด+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๖๒]<​a name=62></​a>​ ๑๓. (๑) ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ไม่รู้ชัด
 ตามความเป็นจริงว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล’ เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า ​ ‘เราไม่ ตามความเป็นจริงว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล’ เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า ​ ‘เราไม่
 รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ก็ถ้าเราไม่รู้ชัดว่า สิ่งนี้เป็น รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ก็ถ้าเราไม่รู้ชัดว่า สิ่งนี้เป็น
บรรทัด 741: บรรทัด 912:
 ถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ จึงกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนว่า ‘เรามีความเห็นว่า ถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ จึงกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนว่า ‘เรามีความเห็นว่า
 อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’ อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าว แล้ว จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าว
 หลบเลี่ยงไม่แน่นอน หลบเลี่ยงไม่แน่นอน
 <​center>​มูลเหตุที่ ๒ <​center>​มูลเหตุที่ ๒
-</​center> ​            ​[๖๓]<​a name=63></​a>​ ๑๔. (๒) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๖๓]<​a name=63></​a>​ ๑๔. (๒) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร
 ปรารภอะไร จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อม ปรารภอะไร จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อม
 กล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ไม่รู้ กล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ไม่รู้
บรรทัด 755: บรรทัด 928:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๕}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๕}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p26></​a><​a href=#​p26><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p26></​a><​a href=#​p26><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อมราวิกเขปวาทะ ๔ + 
-</p class=reftop> ​            ​ดังนั้น เขาจึงตอบว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลก็หามิได้ เป็นอกุศลก็หามิได้’ เพราะกลัวและ+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อมราวิกเขปวาทะ ๔ 
 +</p class=reftop></br>             ​ดังนั้น เขาจึงตอบว่า ‘สิ่งนี้เป็นกุศลก็หามิได้ เป็นอกุศลก็หามิได้’ เพราะกลัวและ
 รังเกียจการยึดมั่น เมื่อถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ จึงกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน รังเกียจการยึดมั่น เมื่อถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ จึงกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน
 ว่า ‘เรามีความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ ว่า ‘เรามีความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่
 จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้ว+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้ว
 ปรารภแล้วจึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อม ปรารภแล้วจึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อม
 กล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน กล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน
 <​center>​มูลเหตุที่ ๓ <​center>​มูลเหตุที่ ๓
-</​center> ​            ​[๖๔]<​a name=64></​a>​ ๑๕. (๓) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภ+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๖๔]<​a name=64></​a>​ ๑๕. (๓) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไรปรารภ
 อะไร จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน เมื่อถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าว อะไร จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน เมื่อถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าว
 หลบเลี่ยงไม่แน่นอน ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ไม่รู้ชัดตาม หลบเลี่ยงไม่แน่นอน ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ไม่รู้ชัดตาม
บรรทัด 778: บรรทัด 955:
 กล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนว่า ‘เรามีความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่าง กล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนว่า ‘เรามีความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่าง
 อื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’ อื่นก็มิใช่ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๓ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าว แล้ว จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าว
 หลบเลี่ยงไม่แน่นอน หลบเลี่ยงไม่แน่นอน
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๖}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๖}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p27></​a><​a href=#​p27><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p27></​a><​a href=#​p27><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อมราวิกเขปวาทะ ๔+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อมราวิกเขปวาทะ ๔
 </p class=reftop><​center>​มูลเหตุที่ ๔ </p class=reftop><​center>​มูลเหตุที่ ๔
-</​center> ​            ​[๖๕]<​a name=65></​a>​ ๑๖. (๔) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๖๕]<​a name=65></​a>​ ๑๖. (๔) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร
 ปรารภอะไรจึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน เมื่อถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อม ปรารภอะไรจึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน เมื่อถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อม
 กล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็น กล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็น
บรรทัด 806: บรรทัด 987:
 ว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ แต่เรามีความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ แต่เรามีความเห็นว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่
 จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’ จะว่าไม่ใช่ก็มิใช่ จะว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๔ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าว แล้ว จึงมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าว
 หลบเลี่ยงไม่แน่นอน หลบเลี่ยงไม่แน่นอน
-<a name=p27attha></​a><​a href=#​p27attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p27attha></​a><​a href=#​p27attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ โอปปาติกะ สัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ(ตาย) ก็หายวับไป ไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น เทวดา</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ โอปปาติกะ สัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ(ตาย) ก็หายวับไป ไม่ทิ้งซากศพไว้ เช่น เทวดา</​small>​
 <​small>​@และสัตว์นรก เป็นต้น (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=149&​modeTY=2&​edition=thai#​171>​๑๗๑/​๑๔๙</​a>​)</​small>​ <​small>​@และสัตว์นรก เป็นต้น (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=149&​modeTY=2&​edition=thai#​171>​๑๗๑/​๑๔๙</​a>​)</​small>​
บรรทัด 816: บรรทัด 997:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๗}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๗}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p28></​a><​a href=#​p28><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p28></​a><​a href=#​p28><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อธิจจสมุปปันนวาทะ ๒+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อธิจจสมุปปันนวาทะ ๒
 </p class=reftop><​center>​สรุปอมราวิกเขปวาทะ </p class=reftop><​center>​สรุปอมราวิกเขปวาทะ
-</​center> ​            ​[๖๖]<​a name=66></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอ+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๖๖]<​a name=66></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอ
 ถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง
 นี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกพอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อม นี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกพอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ ย่อม
บรรทัด 827: บรรทัด 1012:
 <​center>​อธิจจสมุปปันนวาทะ ๒ <​center>​อธิจจสมุปปันนวาทะ ๒
 </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย
-</​center> ​            ​[๖๗]<​a name=67></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า อัตตาและโลก+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๖๗]<​a name=67></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า อัตตาและโลก
 เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วย เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วย
 มูลเหตุ ๒ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะ มูลเหตุ ๒ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะ
บรรทัด 833: บรรทัด 1020:
 เหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒ อย่าง เหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒ อย่าง
 <​center>​มูลเหตุที่ ๑ <​center>​มูลเหตุที่ ๑
-</​center> ​            ​[๖๘]<​a name=68></​a>​ ๑๗. (๑) ภิกษุทั้งหลาย มีทวยเทพชื่ออสัญญีสัตว์จุติ (เคลื่อน) จาก+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๖๘]<​a name=68></​a>​ ๑๗. (๑) ภิกษุทั้งหลาย มีทวยเทพชื่ออสัญญีสัตว์จุติ (เคลื่อน) จาก
 ชั้นนั้นเพราะเกิดสัญญาขึ้น ข้อที่สัตว์ผู้จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เป็น ชั้นนั้นเพราะเกิดสัญญาขึ้น ข้อที่สัตว์ผู้จุติจากชั้นนั้นแล้วมาเป็นอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เป็น
 ไปได้ เมื่อเขามาเป็นอย่างนี้แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว ไปได้ เมื่อเขามาเป็นอย่างนี้แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว
บรรทัด 841: บรรทัด 1030:
 ‘อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย เพราะเหตุไร เพราะเมื่อก่อนเราไม่ได้มีแล้ว ‘อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย เพราะเหตุไร เพราะเมื่อก่อนเราไม่ได้มีแล้ว
 บัดนี้ก็ไม่มี จึงน้อมไปเพื่อเป็นผู้สงบ’ บัดนี้ก็ไม่มี จึงน้อมไปเพื่อเป็นผู้สงบ’
-<a name=p28attha></​a><​a href=#​p28attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p28attha></​a><​a href=#​p28attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ความเต็มเหมือนสัสสตทิฏฐิ <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​read_page.php?​book=9&​page=16&​edition=mcu>​ข้อ ๓๖ และ ๓๗</​a></​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ความเต็มเหมือนสัสสตทิฏฐิ <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​read_page.php?​book=9&​page=16&​edition=mcu>​ข้อ ๓๖ และ ๓๗</​a></​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๘}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๘}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p29></​a><​a href=#​p29><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p29></​a><​a href=#​p29><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ สรุปปพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ + 
-</p class=reftop> ​            ​ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ สรุปปพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ 
 +</p class=reftop></br>             ​ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๑ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและโลก แล้ว จึงมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและโลก
 ว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย
 <​center>​มูลเหตุที่ ๒ <​center>​มูลเหตุที่ ๒
-</​center> ​            ​[๖๙]<​a name=69></​a>​ ๑๘. (๒) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๖๙]<​a name=69></​a>​ ๑๘. (๒) อนึ่ง ในมูลเหตุที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร
 ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและ ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและ
 โลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก โลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลก
 นี้เป็นนักตรรกะ เป็นนักอภิปรัชญา แสดงทรรศนะของตนตามหลักเหตุผลและการ นี้เป็นนักตรรกะ เป็นนักอภิปรัชญา แสดงทรรศนะของตนตามหลักเหตุผลและการ
 คาดคะเนความจริงอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย’ คาดคะเนความจริงอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย’
-             ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ+</​br> ​            ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นมูลเหตุที่ ๒ ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้วปรารภ
 แล้ว จึงมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและโลกว่า แล้ว จึงมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและโลกว่า
 เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย
 <​center>​สรุปอธิจจสมุปปันนวาทะ <​center>​สรุปอธิจจสมุปปันนวาทะ
-</​center> ​            ​[๗๐]<​a name=70></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้น+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๗๐]<​a name=70></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้น
 เองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒ เองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติอัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒
 อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่
บรรทัด 867: บรรทัด 1062:
 เป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตามความเป็นจริง
 <​center>​สรุปปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ <​center>​สรุปปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘
-</​center> ​            ​[๗๑]<​a name=71></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นกำหนดขันธ์ (สรรพสิ่ง) ส่วนอดีต+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๗๑]<​a name=71></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นกำหนดขันธ์ (สรรพสิ่ง) ส่วนอดีต
 มีความเห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิ มีความเห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิ
 ต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่างนี้แล ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวก กล่าว ต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่างนี้แล ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวก กล่าว
บรรทัด 874: บรรทัด 1071:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๙}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๒๙}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p30></​a><​a href=#​p30><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p30></​a><​a href=#​p30><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ สัญญีวาทะ ๑๖ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๗๒]<​a name=72></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคลยึด+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ สัญญีวาทะ ๑๖ 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๗๒]<​a name=72></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคลยึด
 ถืออย่างนี้แล้ว ย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัด และยัง ถืออย่างนี้แล้ว ย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัด และยัง
 รู้ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง รู้ความ รู้ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง รู้ความ
 เกิด ความดับ คุณ โทษแห่งเวทนา และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็น เกิด ความดับ คุณ โทษแห่งเวทนา และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็น
 จริง ตถาคตจึงหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น จริง ตถาคตจึงหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น
-             [๗๓]<​a name=73></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ+</​br>​ 
 + 
 +[๗๓]<​a name=73></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ
 ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้ ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้
 เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม
บรรทัด 887: บรรทัด 1090:
 <​center>​อปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔ <​center>​อปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔
 </​center><​center>​ความเห็นกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต </​center><​center>​ความเห็นกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต
-</​center> ​            ​[๗๔]<​a name=74></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ (สรรพสิ่ง) ส่วน+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๗๔]<​a name=74></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ (สรรพสิ่ง) ส่วน
 อนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะ อนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะ
 แสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัย แสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัย
บรรทัด 894: บรรทัด 1099:
 <​center>​สัญญีวาทะ<​sup>​๑-</​sup>​ ๑๖ <​center>​สัญญีวาทะ<​sup>​๑-</​sup>​ ๑๖
 </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา
-</​center> ​            ​[๗๕]<​a name=75></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๗๕]<​a name=75></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย
 แล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง ก็ แล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง ก็
 สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะว่า อัตตาหลังจาก สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะว่า อัตตาหลังจาก
 ตายแล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง ตายแล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง
-<a name=p30attha></​a><​a href=#​p30attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p30attha></​a><​a href=#​p30attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้วอัตตายังมีสัญญาเหลืออยู่ คำว่า สัญญา ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความจำได้</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ลัทธิที่ถือว่า หลังจากตายแล้วอัตตายังมีสัญญาเหลืออยู่ คำว่า สัญญา ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความจำได้</​small>​
 <​small>​@หมายรู้ธรรมดา แต่หมายถึงภาวะที่เป็นความรู้สึกรู้ขั้นละเอียด</​small>​ <​small>​@หมายรู้ธรรมดา แต่หมายถึงภาวะที่เป็นความรู้สึกรู้ขั้นละเอียด</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๐}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๐}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p31></​a><​a href=#​p31><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p31></​a><​a href=#​p31><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ สัญญีวาทะ ๑๖ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๗๖]<​a name=76></​a>​ สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า +[๑. พรหมชาลสูตร] 
-             ​๑๙. (๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ สัญญีวาทะ ๑๖ 
-             ​๒๐. (๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา +</p class=reftop>​</​br>​ 
-             ​๒๑. (๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา + 
-             ​๒๒. (๔) อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมี+[๗๖]<​a name=76></​a>​ สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า 
 +</​br> ​            ๑๙. (๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
 +</​br> ​            ๒๐. (๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
 +</​br> ​            ๒๑. (๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
 +</​br> ​            ๒๒. (๔) อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมี
 สัญญา สัญญา
-             ๒๓. (๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา +</​br> ​            ๒๓. (๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
-             ​๒๔. (๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา +</​br> ​            ๒๔. (๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
-             ​๒๕. (๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมี+</​br> ​            ๒๕. (๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมี
 สัญญา สัญญา
-             ๒๖. (๘) อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตาย+</​br> ​            ๒๖. (๘) อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตาย
 แล้วมีสัญญา แล้วมีสัญญา
-             ๒๗. (๙) อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมี+</​br> ​            ๒๗. (๙) อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมี
 สัญญา สัญญา
-             ๒๘. (๑๐) อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา +</​br> ​            ๒๘. (๑๐) อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
-             ​๒๙. (๑๑) อัตตาที่มีสัญญาเล็กน้อย ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา +</​br> ​            ๒๙. (๑๑) อัตตาที่มีสัญญาเล็กน้อย ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
-             ​๓๐. (๑๒) อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว+</​br> ​            ๓๐. (๑๒) อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว
 มีสัญญา มีสัญญา
-             ๓๑. (๑๓) อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา +</​br> ​            ๓๑. (๑๓) อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
-             ​๓๒. (๑๔) อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา +</​br> ​            ๓๒. (๑๔) อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
-             ​๓๓. (๑๕) อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา +</​br> ​            ๓๓. (๑๕) อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมีสัญญา 
-             ​๓๔. (๑๖) อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ มีสุขก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมี+</​br> ​            ๓๔. (๑๖) อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ มีสุขก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วมี
 สัญญา สัญญา
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๑}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๑}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p32></​a><​a href=#​p32><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p32></​a><​a href=#​p32><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อสัญญีวาทะ ๘+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อสัญญีวาทะ ๘
 </p class=reftop><​center>​สรุปสัญญีวาทะ ๑๖ </p class=reftop><​center>​สรุปสัญญีวาทะ ๑๖
-</​center> ​            ​[๗๗]<​a name=77></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๗๗]<​a name=77></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย
 แล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่างนี้แล แล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่างนี้แล
 ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา
บรรทัด 942: บรรทัด 1157:
 </​center><​center>​อสัญญีวาทะ ๘ </​center><​center>​อสัญญีวาทะ ๘
 </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา
-</​center> ​            ​[๗๘]<​a name=78></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๗๘]<​a name=78></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย
 แล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง แล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง
 ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย
 แล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง แล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง
-             [๗๙]<​a name=79></​a>​ สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า +</​br>​ 
-             ​๓๕. (๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา + 
-             ​๓๖. (๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา +[๗๙]<​a name=79></​a>​ สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า 
-             ​๓๗. (๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มี+</​br> ​            ๓๕. (๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา 
 +</​br> ​            ๓๖. (๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา 
 +</​br> ​            ๓๗. (๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มี
 สัญญา สัญญา
-             ๓๘. (๔) อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่+</​br> ​            ๓๘. (๔) อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่
 มีสัญญา มีสัญญา
-             ๓๙. (๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา +</​br> ​            ๓๙. (๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา 
-             ​๔๐. (๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา +</​br> ​            ๔๐. (๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา 
-             ​๔๑. (๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มี+</​br> ​            ๔๑. (๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้วไม่มี
 สัญญา สัญญา
-             ๔๒. (๘) อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว+</​br> ​            ๔๒. (๘) อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว
 ไม่มีสัญญา ไม่มีสัญญา
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๒}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๒}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p33></​a><​a href=#​p33><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p33></​a><​a href=#​p33><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๘๐]<​a name=80></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๘๐]<​a name=80></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย
 แล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่างนี้ แล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่างนี้
 แล สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มี แล สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มี
บรรทัด 971: บรรทัด 1194:
 <​center>​เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ <​center>​เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘
 </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ </​center><​center>​เห็นว่าอัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
-</​center> ​            ​[๘๑]<​a name=81></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า อัตตาหลังจาก+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๘๑]<​a name=81></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า อัตตาหลังจาก
 ตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา
 ก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัย ก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัย
บรรทัด 977: บรรทัด 1202:
 ก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยมูลเหตุ ก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยมูลเหตุ
 ๘ อย่าง ๘ อย่าง
-             [๘๒]<​a name=82></​a>​ สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า +</​br>​ 
-             ​๔๓. (๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี+ 
 +[๘๒]<​a name=82></​a>​ สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า 
 +</​br> ​            ๔๓. (๑) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี
 สัญญาก็มิใช่ สัญญาก็มิใช่
-             ๔๔. (๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่+</​br> ​            ๔๔. (๒) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่
 มีสัญญาก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่
-             ๔๕. (๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มี+</​br> ​            ๔๕. (๓) อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มี
 สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
-             ๔๖. (๔) อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว+</​br> ​            ๔๖. (๔) อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว
 มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
-             ๔๗. (๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี+</​br> ​            ๔๗. (๕) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี
 สัญญาก็มิใช่ สัญญาก็มิใช่
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๓}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๓}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p34></​a><​a href=#​p34><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p34></​a><​a href=#​p34><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อุจเฉทวาทะ ๗ + 
-</p class=reftop> ​            ​๔๘. (๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อุจเฉทวาทะ ๗ 
 +</p class=reftop></br>             ​๔๘. (๖) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มีสัญญาก็มิใช่
 ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
-             ๔๙. (๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มี+</​br> ​            ๔๙. (๗) อัตตาทั้งที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว มี
 สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
-             ๕๐. (๘) อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว+</​br> ​            ๕๐. (๘) อัตตาที่มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน หลังจากตายแล้ว
 มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่
-             [๘๓]<​a name=83></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย+</​br>​ 
 + 
 +[๘๓]<​a name=83></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า อัตตาหลังจากตาย
 แล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่า มีสัญญา แล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่า มีสัญญา
 ก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุก ก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุก
บรรทัด 1007: บรรทัด 1238:
 <​center>​อุจเฉทวาทะ<​sup>​๑-</​sup>​ ๗ <​center>​อุจเฉทวาทะ<​sup>​๑-</​sup>​ ๗
 </​center><​center>​เห็นว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ </​center><​center>​เห็นว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ
-</​center> ​            ​[๘๔]<​a name=84></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่าหลังจากตายแล้ว+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๘๔]<​a name=84></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่าหลังจากตายแล้ว
 อัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์ อัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์
 ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมี ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมี
 วาทะว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และ วาทะว่า หลังจากตายแล้ว อัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และ
 ความไม่เกิดอีกของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง ความไม่เกิดอีกของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง
-             [๘๕]<​a name=85></​a>​ ๕๑. (๑) สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้มีวาทะมีทรรศนะอย่างนี้ว่า+</​br>​ 
 + 
 +[๘๕]<​a name=85></​a>​ ๕๑. (๑) สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้มีวาทะมีทรรศนะอย่างนี้ว่า
 ‘ท่านผู้เจริญ อัตตานี้มีรูปมาจากมหาภูตรูป ๔ เกิดจากบิดามารดา หลังจากตายแล้ว ‘ท่านผู้เจริญ อัตตานี้มีรูปมาจากมหาภูตรูป ๔ เกิดจากบิดามารดา หลังจากตายแล้ว
 อัตตาย่อมขาดสูญพินาศ ไม่เกิดอีก ด้วยเหตุเพียงเท่านี้อัตตานี้จึงขาดสูญเด็ดขาด’ อัตตาย่อมขาดสูญพินาศ ไม่เกิดอีก ด้วยเหตุเพียงเท่านี้อัตตานี้จึงขาดสูญเด็ดขาด’
 สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของ
 สัตว์อย่างนี้ สัตว์อย่างนี้
-<a name=p34attha></​a><​a href=#​p34attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p34attha></​a><​a href=#​p34attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ลัทธิที่ถือว่าตายแล้วไม่เกิดอีก เป็นแนวคิดเชิงวัตถุนิยม ลัทธินี้ทำให้หมกมุ่นในกามสุข (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=110&​modeTY=2&​edition=thai#​84>​๘๔/​๑๑๐</​a>​)</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ลัทธิที่ถือว่าตายแล้วไม่เกิดอีก เป็นแนวคิดเชิงวัตถุนิยม ลัทธินี้ทำให้หมกมุ่นในกามสุข (ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=110&​modeTY=2&​edition=thai#​84>​๘๔/​๑๑๐</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๔}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๔}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p35></​a><​a href=#​p35><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p35></​a><​a href=#​p35><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อุจเฉทวาทะ ๗ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๘๖]<​a name=86></​a>​ ๕๒. (๒) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อุจเฉทวาทะ ๗ 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๘๖]<​a name=86></​a>​ ๕๒. (๒) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน
 นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่
 อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นทิพย์ มีรูปเป็น อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นทิพย์ มีรูปเป็น
บรรทัด 1030: บรรทัด 1269:
 เด็ดขาด’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่ เด็ดขาด’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่
 เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้ เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้
-             [๘๗]<​a name=87></​a>​ ๕๓. (๓) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน+</​br>​ 
 + 
 +[๘๗]<​a name=87></​a>​ ๕๓. (๓) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน
 นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่
 อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นทิพย์ มีรูป อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นทิพย์ มีรูป
บรรทัด 1037: บรรทัด 1278:
 อัตตาจึงขาดสูญเด็ดขาด’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความ อัตตาจึงขาดสูญเด็ดขาด’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความ
 พินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้ พินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้
-             [๘๘]<​a name=88></​a>​ ๕๔. (๔) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์+</​br>​ 
 + 
 +[๘๘]<​a name=88></​a>​ ๕๔. (๔) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์
 คนนั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี คนนั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี
 แต่อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่ถึงชั้น แต่อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่ถึงชั้น
บรรทัด 1045: บรรทัด 1288:
 นี้อัตตาจึงขาดสูญเด็ดขาด’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความ นี้อัตตาจึงขาดสูญเด็ดขาด’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความ
 พินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้ พินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้
-             [๘๙]<​a name=89></​a>​ ๕๕. (๕) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน+</​br>​ 
 + 
 +[๘๙]<​a name=89></​a>​ ๕๕. (๕) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน
 นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่
-<a name=p35attha></​a><​a href=#​p35attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p35attha></​a><​a href=#​p35attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ เทวดาชั้นกามาวจร ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ เทวดาชั้นกามาวจร ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี</​small>​
 <​small>​@(ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=111&​modeTY=2&​edition=thai#​86>​๘๖/​๑๑๑</​a>​)</​small>​ <​small>​@(ที.สี.อ. <a title='​คลิกเพื่ออ่าน'​ target=_blank class=mcu2 href=../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​page=111&​modeTY=2&​edition=thai#​86>​๘๖/​๑๑๑</​a>​)</​small>​
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๕}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๕}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p36></​a><​a href=#​p36><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p36></​a><​a href=#​p36><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ อุจเฉทวาทะ ๗+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ อุจเฉทวาทะ ๗
 </p class=reftop>​อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่ถึงชั้นวิญญาณัญ- </p class=reftop>​อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่ถึงชั้นวิญญาณัญ-
 จายตนะ โดยกำหนดว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดย จายตนะ โดยกำหนดว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดย
บรรทัด 1059: บรรทัด 1306:
 สูญพินาศไม่เกิดอีก ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อัตตาจึงขาดสูญเด็ดขาด’ สมณพราหมณ์ สูญพินาศไม่เกิดอีก ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อัตตาจึงขาดสูญเด็ดขาด’ สมณพราหมณ์
 พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้ พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้
-             [๙๐]<​a name=90></​a>​ ๕๖. (๖) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน+</​br>​ 
 + 
 +[๙๐]<​a name=90></​a>​ ๕๖. (๖) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน
 นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่
 อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่ถึงชั้น อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่ถึงชั้น
บรรทัด 1067: บรรทัด 1316:
 สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีก สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีก
 ของสัตว์อย่างนี้ ของสัตว์อย่างนี้
-             [๙๑]<​a name=91></​a>​ ๕๗. (๗) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน+</​br>​ 
 + 
 +[๙๑]<​a name=91></​a>​ ๕๗. (๗) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน
 นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่
 อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่ถึงชั้นเนว- อัตตานี้ไม่ใช่ขาดสูญเด็ดขาดเพราะเหตุเพียงเท่านี้ ยังมีอัตตาอื่นที่ถึงชั้นเนว-
บรรทัด 1075: บรรทัด 1326:
 เด็ดขาด’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่ เด็ดขาด’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่
 เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้ เกิดอีกของสัตว์อย่างนี้
-             [๙๒]<​a name=92></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า หลังจากตายแล้ว+</​br>​ 
 + 
 +[๙๒]<​a name=92></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า หลังจากตายแล้ว
 อัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์ด้วย อัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์ด้วย
 มูลเหตุ ๗ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่าหลังจาก มูลเหตุ ๗ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่าหลังจาก
บรรทัด 1083: บรรทัด 1336:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๖}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๖}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p37></​a><​a href=#​p37><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p37></​a><​a href=#​p37><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ทิฏฐิ ๖๒ ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ทิฏฐิ ๖๒ ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕
 </p class=reftop><​center>​ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ<​sup>​๑-</​sup>​ ๕ </p class=reftop><​center>​ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ<​sup>​๑-</​sup>​ ๕
 </​center><​center>​เห็นว่ามีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน </​center><​center>​เห็นว่ามีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน
-</​center> ​            ​[๙๓]<​a name=93></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า มีสภาพบางอย่าง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๙๓]<​a name=93></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะว่า มีสภาพบางอย่าง
 เป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่า เป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วย เป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่า เป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วย
 มูลเหตุ ๕ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะ มูลเหตุ ๕ อย่าง ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นอาศัยอะไรปรารภอะไรจึงมีวาทะ
 ว่า มีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่า เป็น ว่า มีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่า เป็น
 บรมธรรมของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๕ อย่าง บรมธรรมของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๕ อย่าง
-             [๙๔]<​a name=94></​a>​ ๕๘. (๑) สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้มีวาทะมีทรรศนะอย่างนี้+</​br>​ 
 + 
 +[๙๔]<​a name=94></​a>​ ๕๘. (๑) สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้มีวาทะมีทรรศนะอย่างนี้
 ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุที่อัตตานี้เอิบอิ่มเพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณ ๕ จึงชื่อว่า ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุที่อัตตานี้เอิบอิ่มเพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณ ๕ จึงชื่อว่า
 บรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรม’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัตินิพพาน บรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรม’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัตินิพพาน
 ในปัจจุบันว่า เป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้ ในปัจจุบันว่า เป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้
-             [๙๕]<​a name=95></​a>​ ๕๙. (๒) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน+</​br>​ 
 + 
 +[๙๕]<​a name=95></​a>​ ๕๙. (๒) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน
 นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่
 อัตตานี้ไม่ใช่จะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรมได้เพราะเหตุเพียงเท่า อัตตานี้ไม่ใช่จะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรมได้เพราะเหตุเพียงเท่า
บรรทัด 1105: บรรทัด 1366:
 จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรม’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติ จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรม’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติ
 นิพพานในปัจจุบันว่า เป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้ นิพพานในปัจจุบันว่า เป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้
-             [๙๖]<​a name=96></​a>​ ๖๐. (๓) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน+</​br>​ 
 + 
 +[๙๖]<​a name=96></​a>​ ๖๐. (๓) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน
 นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่
 อัตตานี้ไม่ใช่จะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรมได้เพราะเหตุเพียงเท่า อัตตานี้ไม่ใช่จะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรมได้เพราะเหตุเพียงเท่า
-<a name=p37attha></​a><​a href=#​p37attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p37attha></​a><​a href=#​p37attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ลัทธิที่ถือว่า สามารถบรรลุนิพพาน หรือสามารถดับทุกข์ได้โดยง่ายในอัตภาพนี้ เป็นความเข้าใจของ</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ลัทธิที่ถือว่า สามารถบรรลุนิพพาน หรือสามารถดับทุกข์ได้โดยง่ายในอัตภาพนี้ เป็นความเข้าใจของ</​small>​
 <​small>​@พวกที่เห็นความเพลิดเพลินจากกามคุณว่าเป็นนิพพาน หรือเห็นความสุขจากฌานว่าเป็นนิพพาน</​small>​ <​small>​@พวกที่เห็นความเพลิดเพลินจากกามคุณว่าเป็นนิพพาน หรือเห็นความสุขจากฌานว่าเป็นนิพพาน</​small>​
บรรทัด 1114: บรรทัด 1377:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๗}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๗}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p38></​a><​a href=#​p38><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p38></​a><​a href=#​p38><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​สรุปทิฏฐิ ๖๒+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            สรุปทิฏฐิ ๖๒
 </p class=reftop>​นี้ เพราะเหตุไร เพราะปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจารนั้นบัณฑิตกล่าวว่า ยังหยาบอยู่ </p class=reftop>​นี้ เพราะเหตุไร เพราะปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจารนั้นบัณฑิตกล่าวว่า ยังหยาบอยู่
 เพราะเหตุที่วิตกวิจารสงบไป อัตตานี้จึงบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายใน เพราะเหตุที่วิตกวิจารสงบไป อัตตานี้จึงบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายใน
บรรทัด 1121: บรรทัด 1386:
 จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรม’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติ จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรม’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัติ
 นิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้ นิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้
-             [๙๗]<​a name=97></​a>​ ๖๑. (๔) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน+</​br>​ 
 + 
 +[๙๗]<​a name=97></​a>​ ๖๑. (๔) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน
 นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่
 อัตตานี้ไม่ใช่จะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรมได้เพราะเหตุเพียงเท่านี้ อัตตานี้ไม่ใช่จะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรมได้เพราะเหตุเพียงเท่านี้
บรรทัด 1129: บรรทัด 1396:
 มีสติอยู่เป็นสุข จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรม’ สมณพราหมณ์ มีสติอยู่เป็นสุข จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรม’ สมณพราหมณ์
 พวกหนึ่งบัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้ พวกหนึ่งบัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้
-             [๙๘]<​a name=98></​a>​ ๖๒. (๕) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน+</​br>​ 
 + 
 +[๙๘]<​a name=98></​a>​ ๖๒. (๕) สมณะหรือพราหมณ์คนอื่นกล่าวกับสมณะหรือพราหมณ์คน
 นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่ นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านพูดถึงนั้นมีจริง เราไม่ปฏิเสธว่าไม่มี แต่
 อัตตานี้ไม่ใช่จะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรมได้เพราะเหตุเพียงเท่า อัตตานี้ไม่ใช่จะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นบรมธรรมได้เพราะเหตุเพียงเท่า
บรรทัด 1138: บรรทัด 1407:
 ปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้ ปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์อย่างนี้
 <​center>​สรุปทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ <​center>​สรุปทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ
-</​center> ​            ​[๙๙]<​a name=99></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า มีสภาพบางอย่าง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๙๙]<​a name=99></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีวาทะว่า มีสภาพบางอย่าง
 เป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่า เป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วย เป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่า เป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วย
 มูลเหตุ ๕ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า มีสภาพ มูลเหตุ ๕ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกมีวาทะว่า มีสภาพ
บรรทัด 1144: บรรทัด 1415:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๘}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๘}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p39></​a><​a href=#​p39><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p39></​a><​a href=#​p39><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​สรุปทิฏฐิ ๖๒+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            สรุปทิฏฐิ ๖๒
 </p class=reftop>​สัตว์ ด้วยมูลเหตุทั้ง ๕ อย่างนี้ หรือด้วยมูลเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๕ อย่างนี้ ​ ไม่ </p class=reftop>​สัตว์ ด้วยมูลเหตุทั้ง ๕ อย่างนี้ หรือด้วยมูลเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๕ อย่างนี้ ​ ไม่
 พ้นไปจากนี้ ฯลฯ อันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตามความเป็นจริง พ้นไปจากนี้ ฯลฯ อันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตามความเป็นจริง
-             [๑๐๐]<​a name=100></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นกำหนดขันธ์ (สรรพสิ่ง) ส่วน+</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๐]<​a name=100></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นกำหนดขันธ์ (สรรพสิ่ง) ส่วน
 อนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะ อนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะ
 แสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวก แสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่างนี้แล ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวก
บรรทัด 1155: บรรทัด 1430:
 อย่างหนึ่งใน ๔๔ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้ ฯลฯ อันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่อง อย่างหนึ่งใน ๔๔ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้ ฯลฯ อันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่อง
 ตถาคตถูกต้องตามความเป็นจริง ตถาคตถูกต้องตามความเป็นจริง
-             [๑๐๑]<​a name=101></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวกที่+</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๑]<​a name=101></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวกที่
 กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมี
 ความเห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและ ความเห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและ
 อนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๖๒ อย่างนี้แล อนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๖๒ อย่างนี้แล
-             [๑๐๒]<​a name=102></​a>​ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต ที่+</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๒]<​a name=102></​a>​ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต ที่
 กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต หรือที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมีความ กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต หรือที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมีความ
 เห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต
 ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุทั้ง ๖๒ อย่างนี้ หรือด้วยมูลเหตุอย่างใด ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุทั้ง ๖๒ อย่างนี้ หรือด้วยมูลเหตุอย่างใด
 อย่างหนึ่งใน ๖๒ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้ อย่างหนึ่งใน ๖๒ อย่างนี้ ไม่พ้นไปจากนี้
-             [๑๐๓]<​a name=103></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคล+</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๓]<​a name=103></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า มูลเหตุแห่งทิฏฐิเหล่านี้ที่บุคคล
 ยึดถืออย่างนี้แล้วย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัด และยังรู้ ยึดถืออย่างนี้แล้วย่อมมีคติและภพหน้าอย่างนั้นๆ ตถาคตรู้มูลเหตุนั้นชัด และยังรู้
 ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง รู้ความเกิด ชัดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีกจึงไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ยึดมั่นจึงรู้ความดับด้วยตนเอง รู้ความเกิด
 ความดับ คุณ โทษแห่งเวทนา และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง ความดับ คุณ โทษแห่งเวทนา และอุบายเครื่องสลัดเวทนาออกตามความเป็นจริง
 ตถาคตจึงหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น
-             [๑๐๔]<​a name=104></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๔]<​a name=104></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ
 ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้ ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งได้
 เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม เองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตาม
บรรทัด 1176: บรรทัด 1459:
 </​center><​small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๙}</​small>​ </​center><​small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๓๙}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p40></​a><​a href=#​p40><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p40></​a><​a href=#​p40><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะความแส่หา ความดิ้นรน ของคนมีตัณหา+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะความแส่หา ความดิ้นรน ของคนมีตัณหา
 </p class=reftop><​center>​ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะความแส่หา ความดิ้นรน </p class=reftop><​center>​ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะความแส่หา ความดิ้นรน
 </​center><​center>​ของคนมีตัณหา </​center><​center>​ของคนมีตัณหา
-</​center> ​            ​[๑๐๕]<​a name=105></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่มีวาทะว่าเที่ยง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๕]<​a name=105></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่มีวาทะว่าเที่ยง
 บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของ บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของ
 พวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น พวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น
-             [๑๐๖]<​a name=106></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๖]<​a name=106></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและ
 โลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้า โลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้า
 ใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน ใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน
-             [๑๐๗]<​a name=107></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลก+</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๗]<​a name=107></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลก
 ไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็น ไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็น
 ความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน ความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน
-             [๑๐๘]<​a name=108></​a>​ พวกที่มีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๘]<​a name=108></​a>​ พวกที่มีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ
 ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวก ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวก
 เขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน เขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน
-             [๑๐๙]<​a name=109></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๐๙]<​a name=109></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติ
 อัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒ อย่าง ข้อนั้นเป็นความ อัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒ อย่าง ข้อนั้นเป็นความ
 เข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน เข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน
-             [๑๑๐]<​a name=110></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์+</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๐]<​a name=110></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์
 ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่าง ข้อนั้นเป็นความ ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่าง ข้อนั้นเป็นความ
 เข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น เข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น
-             [๑๑๑]<​a name=111></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลัง+</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๑]<​a name=111></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลัง
 จากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวกเขา จากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวกเขา
 ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน
-             [๑๑๒]<​a name=112></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตา+</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๒]<​a name=112></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตา
 หลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวก หลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวก
 เขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน เขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๐}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๐}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p41></​a><​a href=#​p41><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p41></​a><​a href=#​p41><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะผัสสะเป็นเหตุ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๑๑๓]<​a name=113></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญา+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะผัสสะเป็นเหตุ 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๓]<​a name=113></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญา
 ก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วย ก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วย
 มูลเหตุ ๘ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา มูลเหตุ ๘ อย่าง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา
 ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน
-             [๑๑๔]<​a name=114></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า หลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาด+</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๔]<​a name=114></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า หลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาด
 สูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง ข้อนั้นเป็น สูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง ข้อนั้นเป็น
 ความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหา ความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหา
 เหมือนกัน เหมือนกัน
-             [๑๑๕]<​a name=115></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า มีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัติ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๕]<​a name=115></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า มีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัติ
 นิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๕ อย่าง ข้อนั้นเป็น นิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๕ อย่าง ข้อนั้นเป็น
 ความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหา ความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหา
 เหมือนกัน เหมือนกัน
-             [๑๑๖]<​a name=116></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต+</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๖]<​a name=116></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต
 ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่าง ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่าง
 ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของ ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของพวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของ
 คนมีตัณหาเท่านั้น คนมีตัณหาเท่านั้น
-             [๑๑๗]<​a name=117></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวกที่+</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๗]<​a name=117></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวกที่
 กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมีความ กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมีความ
 เห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต
บรรทัด 1230: บรรทัด 1543:
 พวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น พวกเขาผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา ความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น
 <​center>​ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะผัสสะเป็นเหตุ <​center>​ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะผัสสะเป็นเหตุ
-</​center> ​            ​[๑๑๘]<​a name=118></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่มีวาทะว่าเที่ยง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๘]<​a name=118></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่มีวาทะว่าเที่ยง
 บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ
-             [๑๑๙]<​a name=119></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๑๙]<​a name=119></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและ
 โลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะ โลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะ
 เป็นเหตุ เป็นเหตุ
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๑}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๑}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p42></​a><​a href=#​p42><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p42></​a><​a href=#​p42><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะผัสสะเป็นเหตุ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๑๒๐]<​a name=120></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ว่าด้วยการบัญญัติอัตตาและโลกเพราะผัสสะเป็นเหตุ 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๐]<​a name=120></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด
 โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ โลกไม่มีที่สุด ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ
-             [๑๒๑]<​a name=121></​a>​ พวกที่มีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๑]<​a name=121></​a>​ พวกที่มีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ
 ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอน ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ
-             [๑๒๒]<​a name=122></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๒]<​a name=122></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติ
 อัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะ อัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะ
 เป็นเหตุ เป็นเหตุ
-             [๑๒๓]<​a name=123></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๓]<​a name=123></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภ
 ขันธ์ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่าง ข้อนั้นก็ ขันธ์ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่าง ข้อนั้นก็
 เพราะผัสสะเป็นเหตุ เพราะผัสสะเป็นเหตุ
-             [๑๒๔]<​a name=124></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตา+</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๔]<​a name=124></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตา
 หลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ หลังจากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ
-             [๑๒๕]<​a name=125></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตา+</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๕]<​a name=125></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตา
 หลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ หลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ
-             [๑๒๖]<​a name=126></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญา+</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๖]<​a name=126></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญา
 ก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วย ก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วย
 มูลเหตุ ๘ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ มูลเหตุ ๘ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ
-             [๑๒๗]<​a name=127></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า หลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาด+</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๗]<​a name=127></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า หลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาด
 สูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง ข้อนั้นเพราะ สูญ ความพินาศ และความไม่เกิดอีกของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง ข้อนั้นเพราะ
 ผัสสะเป็นเหตุ ผัสสะเป็นเหตุ
-             [๑๒๘]<​a name=128></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า มีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัติ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๘]<​a name=128></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า มีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัติ
 นิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๕ อย่าง ข้อนั้นเพราะ นิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๕ อย่าง ข้อนั้นเพราะ
 ผัสสะเป็นเหตุ ผัสสะเป็นเหตุ
-             [๑๒๙]<​a name=129></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต+</​br>​ 
 + 
 +[๑๒๙]<​a name=129></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต
 ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่าง ข้อ ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่าง ข้อ
 นั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ นั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๒}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๒}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p43></​a><​a href=#​p43><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p43></​a><​a href=#​p43><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ว่าด้วยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๑๓๐]<​a name=130></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวกที่+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ว่าด้วยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๐]<​a name=130></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวกที่
 กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมีความ กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมีความ
 เห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต
 ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๖๒ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๖๒ อย่าง ข้อนั้นเพราะผัสสะเป็นเหตุ
 <​center>​ว่าด้วยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ <​center>​ว่าด้วยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
-</​center> ​            ​[๑๓๑]<​a name=131></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่มีวาทะว่าเที่ยง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๑]<​a name=131></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่มีวาทะว่าเที่ยง
 บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้น บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้น
 จากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ จากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๓๒]<​a name=132></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๒]<​a name=132></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บัญญัติอัตตาและ
 โลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่ โลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่
 พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๓๓]<​a name=133></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่+</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๓]<​a name=133></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด บัญญัติว่า โลกมีที่สุด โลกไม่
 มีที่สุดด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ มีที่สุดด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๓๔]<​a name=134></​a>​ พวกที่มีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๔]<​a name=134></​a>​ พวกที่มีวาทะหลบเลี่ยงไม่แน่นอน พอถูกถามปัญหาในประเด็นนั้นๆ
 ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้น ย่อมกล่าวหลบเลี่ยงไม่แน่นอนด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้น
 จากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ จากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๓๕]<​a name=135></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๕]<​a name=135></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย บัญญัติ
 อัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่ อัตตาและโลกว่า เกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย ด้วยมูลเหตุ ๒ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่
 พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๓๖]<​a name=136></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๖]<​a name=136></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภ
 ขันธ์ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่าง เป็นไปไม่ได้ ขันธ์ส่วนอดีต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๑๘ อย่าง เป็นไปไม่ได้
 เลยที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ เลยที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๓๗]<​a name=137></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลัง+</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๗]<​a name=137></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญา บัญญัติอัตตาหลัง
 จากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้น จากตายแล้วว่ามีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๑๖ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้น
 จากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ จากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๓}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๓}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p44></​a><​a href=#​p44><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p44></​a><​a href=#​p44><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ว่าด้วยวัฏฏะที่เจ้าลัทธิตั้งไว้ + 
-</p class=reftop> ​            ​[๑๓๘]<​a name=138></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตา+[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ว่าด้วยวัฏฏะที่เจ้าลัทธิตั้งไว้ 
 +</p class=reftop>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๘]<​a name=138></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา บัญญัติอัตตา
 หลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้น หลังจากตายแล้วว่าไม่มีสัญญา ด้วยมูลเหตุ ๘ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้น
 จากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ จากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๓๙]<​a name=139></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญา+</​br>​ 
 + 
 +[๑๓๙]<​a name=139></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญา
 ก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วย ก็มิใช่ บัญญัติอัตตาหลังจากตายแล้วว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วย
 มูลเหตุ ๘ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ มูลเหตุ ๘ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๔๐]<​a name=140></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า หลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๔๐]<​a name=140></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า หลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ บัญญัติความขาดสูญ
 ความพินาศและความไม่เกิดอีกของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลย ความพินาศและความไม่เกิดอีกของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๗ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลย
 ที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ ที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๔๑]<​a name=141></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า มีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัติ+</​br>​ 
 + 
 +[๑๔๑]<​a name=141></​a>​ พวกที่มีวาทะว่า มีสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน บัญญัติ
 นิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๕ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลย นิพพานในปัจจุบันว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์ ด้วยมูลเหตุ ๕ อย่าง เป็นไปไม่ได้เลย
 ที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ ที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๔๒]<​a name=142></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต+</​br>​ 
 + 
 +[๑๔๒]<​a name=142></​a>​ พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต เห็นคล้อยตามขันธ์ส่วนอนาคต
 ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่าง ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ด้วยมูลเหตุ ๔๔ อย่าง
 เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
-             [๑๔๓]<​a name=143></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวกที่+</​br>​ 
 + 
 +[๑๔๓]<​a name=143></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวกที่
 กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมี กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมี
 ความเห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและ ความเห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและ
บรรทัด 1319: บรรทัด 1690:
 พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้ พวกเขาเว้นจากผัสสะแล้วจะยังรู้สึกได้
 <​center>​ว่าด้วยวัฏฏะที่เจ้าลัทธิตั้งไว้ <​center>​ว่าด้วยวัฏฏะที่เจ้าลัทธิตั้งไว้
-</​center> ​            ​[๑๔๔]<​a name=144></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่มีวาทะว่าเที่ยง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๔๔]<​a name=144></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่มีวาทะว่าเที่ยง
 บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง พวกที่มีวาทะว่า บางอย่าง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยมูลเหตุ ๔ อย่าง พวกที่มีวาทะว่า บางอย่าง
 เที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ฯลฯ พวกที่มีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ฯลฯ พวก เที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ฯลฯ พวกที่มีวาทะว่า โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ฯลฯ พวก
บรรทัด 1326: บรรทัด 1699:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๔}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๔}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p45></​a><​a href=#​p45><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p45></​a><​a href=#​p45><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ว่าด้วยไม่มีวัฏฏะเป็นต้น+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ว่าด้วยไม่มีวัฏฏะเป็นต้น
 </p class=reftop>​ตายแล้วมีสัญญา ฯลฯ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา ฯลฯ </p class=reftop>​ตายแล้วมีสัญญา ฯลฯ พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วไม่มีสัญญา ฯลฯ
 พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ฯลฯ พวก พวกที่มีวาทะว่า อัตตาหลังจากตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ฯลฯ พวก
บรรทัด 1343: บรรทัด 1718:
 และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) และอุปายาส (ความคับแค้นใจ)
 <​center>​ว่าด้วยไม่มีวัฏฏะเป็นต้น <​center>​ว่าด้วยไม่มีวัฏฏะเป็นต้น
-</​center> ​            ​[๑๔๕]<​a name=145></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดภิกษุรู้ชัดถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษแห่ง+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๔๕]<​a name=145></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดภิกษุรู้ชัดถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษแห่ง
 ผัสสายตนะ ๖ และอุบายเครื่องสลัดผัสสายตนะเหล่านั้นออกตามความเป็นจริง ผัสสายตนะ ๖ และอุบายเครื่องสลัดผัสสายตนะเหล่านั้นออกตามความเป็นจริง
 เมื่อนั้นเธอย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อนั้นเธอย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น
 <​center>​อุปมาเหมือนชาวประมงทอดแห <​center>​อุปมาเหมือนชาวประมงทอดแห
-</​center> ​            ​[๑๔๖]<​a name=146></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวก+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๔๖]<​a name=146></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกที่กำหนดขันธ์ส่วนอดีต พวก
 ที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมี ที่กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต และพวกที่กำหนดขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ล้วนมี
 ความเห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและ ความเห็นคล้อยตามขันธ์ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ปรารภขันธ์ทั้งส่วนอดีตและ
-<a name=p45attha></​a><​a href=#​p45attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p45attha></​a><​a href=#​p45attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ สัมผัส หรือการกระทบกันระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก เช่น ตากระทบรูป เป็นต้น</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ สัมผัส หรือการกระทบกันระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก เช่น ตากระทบรูป เป็นต้น</​small>​
 <​small>​@พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทิฏฐิ ๖๒ เริ่มต้นจากผัสสะนำไปสู่เวทนา สุดท้ายก็คือความทุกข์ ดังนั้นจึงไม่อาจนำ</​small>​ <​small>​@พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทิฏฐิ ๖๒ เริ่มต้นจากผัสสะนำไปสู่เวทนา สุดท้ายก็คือความทุกข์ ดังนั้นจึงไม่อาจนำ</​small>​
บรรทัด 1356: บรรทัด 1735:
 <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๕}</​small>​ <small class=foot2>​{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๙ หน้า : ๔๕}</​small>​
 <hr> <hr>
-<a name=p46></​a><​a href=#​p46><​p class=reftop> ​                                                                ​พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค [๑. พรหมชาลสูตร] +<a name=p46></​a><​a href=#​p46><​p class=reftop>​</​br> ​            พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ​</​br>​ 
-</p class=reftop></​a><​p class=reftop> ​                                                                ​ว่าด้วยไม่มีวัฏฏะเป็นต้น+ 
 +[๑. พรหมชาลสูตร] 
 +</p class=reftop></​a><​p class=reftop>​</​br> ​            ว่าด้วยไม่มีวัฏฏะเป็นต้น
 </p class=reftop>​อนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ทั้งหมดถูกทิฏฐิ ๖๒ นี้ซึ่งเป็นดุจตาข่าย </p class=reftop>​อนาคต ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆ ทั้งหมดถูกทิฏฐิ ๖๒ นี้ซึ่งเป็นดุจตาข่าย
 ปกคลุมเอาไว้ ตกอยู่ในตาข่ายนี้ เมื่อโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้ ติดอยู่ในตาข่ายนี้ ปกคลุมเอาไว้ ตกอยู่ในตาข่ายนี้ เมื่อโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้ ติดอยู่ในตาข่ายนี้
 ถูกปกคลุมเอาไว้ เมื่อโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้เอง ถูกปกคลุมเอาไว้ เมื่อโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้เอง
-             เปรียบเหมือนชาวประมง หรือลูกมือชาวประมง ผู้ชำนาญ ใช้แหตาถี่ทอดลง+</​br> ​            เปรียบเหมือนชาวประมง หรือลูกมือชาวประมง ผู้ชำนาญ ใช้แหตาถี่ทอดลง
 หนองน้ำเล็กๆ เขาคิดว่า บรรดาสัตว์ตัวใหญ่ในหนองน้ำแห่งนี้ทั้งหมดถูกแหครอบ หนองน้ำเล็กๆ เขาคิดว่า บรรดาสัตว์ตัวใหญ่ในหนองน้ำแห่งนี้ทั้งหมดถูกแหครอบ
 เอาไว้ อยู่ในแหนี้ เมื่อผุดขึ้นก็ผุดอยู่ในแหนี้ ติดอยู่ในแหนี้ ถูกครอบเอาไว้ เมื่อผุด เอาไว้ อยู่ในแหนี้ เมื่อผุดขึ้นก็ผุดอยู่ในแหนี้ ติดอยู่ในแหนี้ ถูกครอบเอาไว้ เมื่อผุด
บรรทัด 1371: บรรทัด 1752:
 ถูกปกคลุมเอาไว้ เมื่อโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้เอง ฉันนั้น ถูกปกคลุมเอาไว้ เมื่อโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้เอง ฉันนั้น
 <​center>​อุปมาร่างกายเหมือนผลมะม่วง <​center>​อุปมาร่างกายเหมือนผลมะม่วง
-</​center> ​            ​[๑๔๗]<​a name=147></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตขาดตัณหาที่พาไปสู่ภพเสียแล้ว<​sup>​๒-</​sup>​+</​center>​</​br>​ 
 + 
 +[๑๔๗]<​a name=147></​a>​ ภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตขาดตัณหาที่พาไปสู่ภพเสียแล้ว<​sup>​๒-</​sup>​
 เทวดาและมนุษย์จักเห็นกายของตถาคตได้ชั่วเวลายังดำรงอยู่ หลังจากกายแตก เทวดาและมนุษย์จักเห็นกายของตถาคตได้ชั่วเวลายังดำรงอยู่ หลังจากกายแตก
 สลายไปเพราะสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์จักไม่เห็นกายนั้นอีก สลายไปเพราะสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์จักไม่เห็นกายนั้นอีก
-             เปรียบเหมือนเมื่อกลุ่มผลมะม่วงถูกตัดขั้ว ผลมะม่วงทั้งหมดที่ห้อยอยู่กับขั้วก็+</​br> ​            เปรียบเหมือนเมื่อกลุ่มผลมะม่วงถูกตัดขั้ว ผลมะม่วงทั้งหมดที่ห้อยอยู่กับขั้วก็
 ย่อมติดตามขั้วนั้นไป ฉันใด กายของตถาคตขาดตัณหาที่พาไปสู่ภพเสียแล้ว เทวดา ย่อมติดตามขั้วนั้นไป ฉันใด กายของตถาคตขาดตัณหาที่พาไปสู่ภพเสียแล้ว เทวดา
 และมนุษย์จักเห็นกายของตถาคตได้ชั่วเวลาที่ยังดำรงอยู่ หลังจากกายแตกสลายไป และมนุษย์จักเห็นกายของตถาคตได้ชั่วเวลาที่ยังดำรงอยู่ หลังจากกายแตกสลายไป
 เพราะสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์จักไม่เห็นกายนั้นอีก ฉันนั้น” เพราะสิ้นชีวิตแล้ว เทวดาและมนุษย์จักไม่เห็นกายนั้นอีก ฉันนั้น”
-<a name=p46attha></​a><​a href=#​p46attha><​small class=atta>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​+<a name=p46attha></​a><​a href=#​p46attha><​small class=atta></​br></​br>​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​
 <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ทิฏฐิ ๖๒ คือทฤษฎีทางอภิปรัชญาที่มีอยู่ในอินเดีย ทั้งก่อนและร่วมสมัยกับพระพุทธองค์ มีอยู่ทั้งหมด ๖๒</​small>​ <​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ทิฏฐิ ๖๒ คือทฤษฎีทางอภิปรัชญาที่มีอยู่ในอินเดีย ทั้งก่อนและร่วมสมัยกับพระพุทธองค์ มีอยู่ทั้งหมด ๖๒</​small>​
 <​small>​@ทฤษฎี พระพุทธองค์ทรงยกมาแสดงเพื่อยืนยันว่า พระองค์ทรงรู้ทฤษฎีดังกล่าวอย่างแจ่มแจ้ง และทรง</​small>​ <​small>​@ทฤษฎี พระพุทธองค์ทรงยกมาแสดงเพื่อยืนยันว่า พระองค์ทรงรู้ทฤษฎีดังกล่าวอย่างแจ่มแจ้ง และทรง</​small>​
บรรทัด 1387: บรรทัด 1770:
 <hr> <hr>
 <a name=p47></​a>​ <a name=p47></​a>​
-</webcode>+             ​[๑๔๘]<​a name="​148"></​a>​ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้ทูลถามว่า 
 +“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ธรรมบรรยายนี้มีชื่อว่าอะไร 
 +พระพุทธเจ้าข้า” 
 +             ​พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ว่า ข่ายแห่ง 
 +ประโยชน์ (อรรถชาละ) ก็ได้ ข่ายแห่งธรรม (ธรรมชาละ) ก็ได้ ข่ายแห่ง 
 +สัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ (พรหมชาละ) ก็ได้ ข่ายแห่งทิฏฐิ(ทิฏฐิชาละ) ก็ได้ 
 +ตำราพิชัยสงคราม (สังคามวิชัย) อันยอดเยี่ยมก็ได้<​sup>​๑-</​sup>​” 
 +             ​[๑๔๙]<​a name="​149"></​a>​ ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็แล 
 +เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเวยยากรณภาษิตนี้จบลง โลกธาตุที่ประกอบด้วย ๑๐,​๐๐๐ 
 +จักรวาลได้หวั่นไหวแล้วแล 
 +<​center>​พรหมชาลสูตรที่ ๑ จบ 
 +</​center><​a name="​p47attha"></​a><​a href="#​p47attha"><​small class="​atta">​@เชิงอรรถ :</​small></​a>​ 
 +<​small>​@<​sup>​๑</​sup>​ ที่ชื่อว่า ข่ายแห่งประโยชน์ เพราะเหตุที่ในพรหมชาลสูตร พระพุทธองค์ทรงแจกแจงประโยชน์ในโลกนี้</​small>​ 
 +<​small>​@และประโยชน์ในโลกหน้าอันเป็นดุจตาข่ายไว้ ที่ชื่อว่า ข่ายแห่งธรรม เพราะพระองค์ตรัสถึงแบบแผน</​small>​ 
 +<​small>​@และลัทธิธรรมเนียมอันเป็นดุจตาข่ายไว้ ที่ชื่อว่า ข่ายแห่งทิฏฐิ เพราะพระองค์ทรงแจกแจงทิฏฐิ ๖๒ อัน</​small>​ 
 +<​small>​@เป็นดุจตาข่ายที่ผูกมัดผู้ที่มีความเชื่อลัทธิเหล่านี้ไว้ และที่ชื่อว่า ตำราพิชัยสงครามเพราะผู้ที่ฟังสูตรนี้แล้ว</​small>​ 
 +<​small>​@สามารถพิชิต เทวปุตตมาร ขันธมาร มัจจุมาร หรือกิเลสมารได้ (ที.สี.อ. <a title="​คลิกเพื่ออ่าน"​ target="​_blank"​ class="​mcu2"​ href="​../​pitaka_item/​attha_page.php?​book=4&​amp;​page=119&​amp;​modeTY=2&​amp;​edition=thai">​๑๔๘/​๑๑๙</​a>​)</​small>​ 
 +</html>